ภาษาไทย

/

มะเร็งกระเพาะอาหาร vs โรคกระเพาะ ต่างกันอย่างไร

มะเร็งกระเพาะอาหาร vs โรคกระเพาะอาหาร ต่างกันอย่างไร และสังเกตอาการยังไงให้รู้ทัน?

ปวดท้อง จุกแน่น ท้องอืดบ่อย ๆ หลายคนมักชินกับอาการเหล่านี้และคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะธรรมดา แต่รู้ไหมครับว่าอาการเหล่านี้คืออาการเดียวกับมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะแรก ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารส่วนใหญ่มักตรวจพบเมื่อโรคลุกลามไปแล้ว

บทความนี้ นินนินจะพาไปรู้จักกับมะเร็งกระเพาะอาหารให้ครบทุกมิติ ตั้งแต่อาการ สาเหตุ ความแตกต่างจากโรคกระเพาะทั่วไป ไปจนถึงเรื่องการเตรียมพร้อมด้านการเงินสำหรับค่ารักษาครับ

มะเร็งกระเพาะอาหาร (Gastric Cancer) คือโรคที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารแบ่งตัวอย่างผิดปกติและควบคุมไม่ได้ เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบเป็นลำดับ 6 ของการเกิดมะเร็งจากทั่วโลก แต่มีอัตราการเสียชีวิตสูง สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของกระเพาะอาหาร และเมื่อโรคลุกลาม มะเร็งอาจแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง เยื่อบุช่องท้อง และอวัยวะอื่น ๆ เช่น ปอด ตับ และกระดูกได้ เป็นโรคที่หลายคนมักมองข้ามสัญญาณเริ่มต้น เพราะมีอาการคล้ายกับโรคกระเพาะอาหาร เมื่อตรวจเจอจึงมักเป็นระยะลุกลามแล้ว จึงมักรักษาได้ยาก

ข้อมูลจากสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระบุว่า ในประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารราว 4,200 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 3,200 คนต่อปี โดยพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โรคนี้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในลำดับที่ 3 ของเพศชาย และลำดับที่ 5 ของเพศหญิง

มะเร็งกระเพาะอาหารคืออะไร

โรคกระเพาะ เกิดจากกระเพาะอาหารอักเสบหรือมีแผลที่เกิดจากกรดในกระเพาะ มักสัมพันธ์กับความเครียด การกินอาหารไม่เป็นเวลา การใช้ยาแก้ปวดบางชนิด หรือการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori อาการโดยทั่วไปได้แก่ ปวดแสบท้อง จุกแน่น และมักดีขึ้นเมื่อกินยาลดกรดหรือปรับพฤติกรรม

มะเร็งกระเพาะอาหาร ในระยะแรกมีอาการคล้ายโรคกระเพาะมาก คือท้องอืด คลื่นไส้ เบื่ออาหาร แต่จุดสังเกตสำคัญคือ อาการไม่ดีขึ้นแม้รักษาโรคกระเพาะแล้ว รวมถึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารแล้ว และมักมีอาการเพิ่มเติมที่ควรระวัง เช่น น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลียผิดปกติ หรืออาเจียนเป็นเลือด

โรคมะเร็งกระเพาะอาหารมีการเกิดโรคหลายแบบที่แตกต่างกันไปตามการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของยีน มีทั้งเกิดที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมน้ำเหลืองของกระเพาะอาหาร มะเร็งจีส (GIST เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ของกระเพาะอาหารเอง ไม่มีสาเหตุในการกระตุ้นอย่างชัดเจน) และ มะเร็งของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่าง ๆ เป็นต้น แต่ที่พบบ่อยคือมะเร็งเยื่อบุกระเพาะอาหาร และมะเร็งจีสครับ 

สรุปง่าย ๆ คือ ถ้ารักษาโรคกระเพาะแล้วไม่หาย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วก็ยังไม่หาย หรืออาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาความเสี่ยงโรคมะเร็งกระเพาะอาหารโดยเร็วครับ

หนึ่งในเรื่องที่น่ากลัวที่สุดของมะเร็งกระเพาะอาหารคือ ระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน หรือมีอาการที่สับสนกับโรคอื่นได้ง่าย สัญญาณเตือนเบื้องต้นที่ควรสังเกตมีดังนี้

  • ท้องอืด จุกแน่นหลังกินอาหาร แม้กินไม่มาก แต่รู้สึกอิ่มเร็วผิดปกติ
  • คลื่นไส้ เบื่ออาหาร โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักอย่างฮวบฮาบ ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง นี่คือสัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลยครับ
  • ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ที่ไม่ดีขึ้นแม้กินยาโรคกระเพาะแล้ว
  • อ่อนเพลียผิดปกติ แม้พักผ่อนเพียงพอ

เมื่อโรคลุกลามมากขึ้น อาการจะชัดเจนขึ้น เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระสีดำ (เพราะมีเลือดออกจากภายใน) กลืนอาหารลำบาก และอาการของมะเร็งที่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หรือปวดหลัง ปวดท้องเรื้อรัง

อาการมะเร็งกระเพาะอาหารระยะแรกเป็นอย่างไร

เหมือนกับโรคมะเร็งอื่น ๆ คือ สาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่

  • การติดเชื้อ H. pylori แบคทีเรียชนิดนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่พบบ่อยที่สุด เพราะทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหารเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในระยะยาว
  • อาหารหมักดอง ปิ้งย่าง และอาหารเค็มจัด โดยเฉพาะอาหารที่มีโซเดียมสูงและสารไนเตรต อาหารปิ้งย่างโดยเฉพาะที่ไหม้เกรียม อาการที่กระตุ้นการอักเสบของกระเพาะอาหารอย่างเรื้อรัง เป็นเวลานาน
  • การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารอย่างมีนัยสำคัญ
  • ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป มีกรณีที่เป็นการส่งต่อยีนผิดปกติทางพันธุกรรมในโรคมะเร็งกระเพาะอาหารบางชนิด

หากตรวจพบมะเร็งกระเพาะในระยะแรกโอกาสรักษาหายมีสูงกว่าระยะอื่น ๆ เพราะการรักษามะเร็งกระเพาะประกอบด้วยการผ่าตัดเป็นหลัก และยังอยู่ในระยะที่ไม่ลุกลาม โดยตัดกระเพาะอาหารส่วนที่มีมะเร็งออกร่วมกับต่อมน้ำเหลืองโดยรอบ และอาจได้รับยาเคมีบำบัด รังสีรักษา ยามุ่งเป้า หรือภูมิคุ้มกันบำบัดเสริม ขึ้นอยู่กับระยะของโรคและสภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย

  • ระยะแรก ระยะนี้รักษาได้สะดวกที่สุดในทางการแพทย์ แต่ยากที่สุดตรงที่คนไข้จะไม่มีอาการบ่งชี้ที่แน่ชัด มักมาพบแพทย์ด้วยอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ ซึ่งคล้ายกับโรคกระเพาะอาหาร และมักมีภาวะร่วมกับอาการเครียด ทำให้อาจเกิดการวินิจฉัยโรคที่คลาดเคลื่อนได้ การรักษาในระยะนี้รักษาโดยการผ่าตัดจะเห็นผลมากที่สุดเพราะอาจตัดเพียงก้อนเนื้อเยื่อมะเร็งออกไป และยังคงส่วนของกระเพาะอาหารไว้ได้เกือบทั้งหมด 
  • ระยะที่สอง ก้อนเนื้อเยื่อมะเร็งเริ่มมีขนาดโตขึ้นแต่ยังไม่ลุกลามอวัยวะข้างเคียง แพทย์มักวินิจฉัยการรักษาโดยการตัดกระเพาะอาหารออก เพื่อป้องกันการลุกลาม ซึ่งมักตัดกระเพาะอาหารออกเพียงบางส่วน ผู้ป่วยต้องปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะสม 
  • ระยะที่สาม การรักษาจะคล้ายระยะที่สอง แต่มะเร็งมีการกระจายไปติดอวัยวะข้างเคียง หรือไปยังต่อมน้ำเหลือง ไม่สามารถผ่าตัดบางส่วนได้ ดังนั้นแพทย์จะทำการผ่าตัดกระเพาะออกทั้งหมด รวมถึงพิจารณาเลาะต่อมน้ำเหลืองออกด้วย การดูแลหลังการผ่าตัดในกรณีนี้ผู้ป่วยต้องปรับพฤติกรรมอย่างมาก ร่วมกับอาจมีภาวะขาดวิตามินบางตัว
  • ระยะสุดท้าย มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่นมากแล้ว เช่น ปอด ตับ อวัยวะต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกล ๆ การรักษาในระยะนี้จึงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เนื่องจากมีระยะยการลุกลามที่มากเกินกว่าการผ่าตัด ในระยะนี้แพทย์จะรักษาโดยการให้เคมีบำบัด หรือ ยามุ่งเป้า (ขึ้นอยู่กับวินิจฉัยแพทย์และการตรวจหายีนกลายพันธุ์) และต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมการตรวจคัดกรองและสังเกตอาการเบื้องต้นถึงสำคัญ เพราะยิ่งรู้เร็ว โอกาสรักษาหายก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

แม้จะยังไม่มีวิธีป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารได้อย่างแน่ชัด แต่ก็สามารถปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะได้ โดยเฉพาะปัจจัยเสี่ยงที่มาจากพฤติกรรมของเราเองครับ

  • ตรวจและรักษาเชื้อ H. pylori หากสงสัยว่ามีการติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจและรักษาให้หายขาด
  • ลดอาหารหมักดอง อาหารรสจัด และอาหารแปรรูป รวมถึงอาหารปิ้งย่างรมควัน หรือที่ผ่านการถนอมอาหารมาก ๆ 
  • งดสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจสุขภาพประจำปี และตรวจคัดกรองเฉพาะอย่าง หากมีอาการผิดปกติในร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งดังกล่าว  
  • อย่าปล่อยให้อาการท้องเรื้อรังโดยไม่ตรวจ หากรักษาโรคกระเพาะแล้วอาการไม่ดีขึ้นใน 4-6 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อวินิจฉัยต่อไป 

ค่ารักษามะเร็ง ไม่เพียงแต่มะเร็งกระเพาะอาหารเท่านั้น เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนล่วงหน้าเผื่อ เพราะโรคมะเร็งเป็นโรคที่ปัจจุบันค่อนข้างยอมรับกันแล้วว่าทุกคนมีความเสี่ยง แถมบางครั้งยังไม่อาจระบุสาเหตุการเกิดโรคที่แน่นอน สำหรับค่ารักษา นอกเหนือจากสิทธิประกันสุขภาพของรัฐที่เรามีแล้ว เรายังมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ อีกค่อนข้างมาก ทั้งค่าผ่าตัด ค่าเคมีบำบัด ค่าภูมิคุ้มกันบำบัด และค่าใช้จ่ายระหว่างพักฟื้น รวมกันแล้วอาจสูงถึงหลักหลายแสนบาทหรือมากกว่านั้น

การเลือกซื้อประกันสุขภาพ หรือประกันเฉพาะโรคอย่างประกันมะเร็ง ก็เป็นการบริหารความเสี่ยงทางค่าใช้จ่ายที่จะมาช่วงแบ่งเบาภาระเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ครับ TTIB Cancer Care Shield คือประกันโรคมะเร็ง แบบ เจอ จ่าย จบเต็มทุน ที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้กับการบริหารค่าใช้จ่ายในการรักษา รับเงินก้อนทันทีสูงสุด 1,000,000 บาท (ขึ้นอยู่กับแผนที่เลือกซื้อ) เมื่อตรวจพบมะเร็งครั้งแรก ไม่ต้องรอเบิกตามค่ารักษาจริง และสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายนี้ได้ตามความเหมาะสมและความเร่งด่วนของกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นค่าตรวจเพิ่มเติม ค่ารักษาเบื้องต้น ค่าเดินทาง เป็นต้น

  • ไม่ต้องตรวจสุขภาพก่อน เพียงตอบคำถามสุขภาพในใบสมัครตามจริง
  • ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 25,000 บาท ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร
  • รับประกันภัย แม้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ทั้งคนที่ครอบครัวมีประวัติมะเร็ง ผู้สูบบุหรี่ หรือมี BMI  (ดัชนีมวลกาย) เกินเกณฑ์

อาการระยะแรกของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารจะมีอาการคล้ายกับโรคกระเพาะอาหารอักเสบมากครับ คือปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ สัญญาณที่ควรระวังเป็นพิเศษคือ รักษาโรคกระเพาะแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น คลื่นไส้ อาเจียนหรือขับถ่ายมีเลือดปน น้ำหนักลดแบบไม่ตั้งใจ หรืออ่อนเพลียผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุโดยเร็วครับ

โรคกระเพาะอักเสบทั่วไปไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งโดยตรง แต่การมีกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง หรือติดเชื้อ H. pylori ที่ไม่ได้รับการรักษานาน ๆ  อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะยาวได้ครับ

หากยังไม่ได้รับการการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง และผ่านเงื่อนไขตามคำถามสุขภาพในใบสมัคร ก็สามารถทำแผนประกันโรคมะเร็ง TTIB Cancer Care Shield ได้ครับ ยิ่งทำตั้งแต่สุขภาพยังดี ยิ่งได้เบี้ยถูกและได้รับความคุ้มครองต่อเนื่องยาว ๆ จนถึงอายุ 70 ปี เลยครับ

มะเร็งกระเพาะอาหารเป็นโรคที่น่ากลัวตรงที่อาการระยะแรกแทบไม่ต่างจากโรคกระเพาะทั่วไป บางอย่างเกิดจากปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น พันธุกรรม แต่นั่นเป็นเพียงอัตราการเกิดโรคที่เป็นส่วนน้อยครับ สาเหตุใหญ่มักมาจากพฤติกรรมแวดล้อมของเรามากกว่า ดังนั้นการสังเกตตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้มีอาการเรื้อรังโดยไม่ตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด และปรับพฤติกรรมการกินให้ดีขึ้น คือสิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ครับ

และหากอยากเตรียมพร้อมด้านการวางแผนสุขภาพสำหรับโรคมะเร็งไว้ล่วงหน้า ทักมาหานินนินและทีม TTIB ได้เลยครับ

  • Facebook page: TT Insurance Broker
  • Line official: @TTIB
  • โทรศัพท์: 02-248-4848 วันจันทร์–ศุกร์ (เวลาทำการ 08.30 – 17.00 น.)

ที่มาข้อมูล

  1. สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ — https://www.chulacancer.net/patient-knowledge-view.php?id=582
  2. สาขาวิชาทางเดินอาหารและศัลยศาสตร์ทั่วไป ภาควิชาศัลยศาสตร์
  3. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มาข้อมูล :

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ประกันภัยที่เกี่ยวข้อง

แชร์โพสต์นี้

Popular Tags