สัญญาณมะเร็งผิวหนังมักเริ่มจากความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่หลายคนอาจมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นไฝที่มีลักษณะผิดไปจากเดิม ตุ่มเนื้อที่ขยายขนาดขึ้น หรือแผลที่ใช้เวลานานกว่าปกติจึงจะหาย สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ร่างกายกำลังบอกให้รีบใส่ใจ สาเหตุหนึ่งที่เราต้องเผชิญและเลี่ยงได้ยากคือแสงแดด โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีแดดแรงตลอดทั้งปี ความเสี่ยงจากรังสี UV สะสมในผิวหนังของเราทุกวันก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนังโดยที่หลายคนไม่รู้ตัว
บทความนี้นินนินจะพาทุกคนมาดูกันว่ามะเร็งผิวหนังเกิดจากอะไร จะต้องสังเกตสัญญาณมะเร็งผิวหนังอย่างไร พร้อมแนะนำวิธีป้องกันมะเร็งผิวหนังที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน มาดูกันเลยครับ
มะเร็งผิวหนัง คืออะไร และเกิดจากอะไร?
มะเร็งผิวหนัง คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการเจริญเติบโต และการแบ่งตัวของเซลล์บริเวณผิวหนัง ทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งที่ลุกลามไปยังบริเวณข้างเคียงได้ โดยมะเร็งผิวหนังแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
1. มะเร็งผิวหนังที่เกิดจากเซลล์ผิวหนังเอง
- เบเซลเซลล์ (basal cell carcinoma) มักพบได้ในบริเวณผิวหนังที่เคยโดนแสงแดดมาเป็นระยะเวลานาน หรือเคยเกิดปัญหาผิวไหม้แดดมาก่อน
- สเควมัสเซลล์ (Squamous Cell Carcinoma) เกิดจากความผิดปกติของผิวหนังทั่วไป หากปล่อยทิ้งไว้มีโอกาสที่จะลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ ได้
2. มะเร็งผิวหนังจากเซลล์สร้างเม็ดสี
- ประเภทที่สองคือ มะเร็งผิวหนังเมลาโนมา (Malignant Melanoma) ที่เกิดจากความผิดปกติต่าง ๆ เช่น ความผิดปกติของเซลล์สร้างเม็ดสี (เมลานิน) การรับรังสียูวีของแสงแดดหรือมีผิวไหม้แดด พันธุกรรม ไวรัสหูดบางชนิด การสัมผัสสารเคมีบางอย่างเป็นเวลานาน และยังมีรายงานสาเหตุจากการสูบบุหรี่ด้วย โรคมะเร็งชนิดนี้เป็นมะเร็งผิวหนังที่พบได้น้อย แต่มีความรุนแรงมาก โดยเป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 75% ของผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังทั้งหมด สำหรับประชากรไทยพบโรคมะเร็งผิวหนังชนิดนี้ได้น้อย โดยส่วนใหญ่พบในในประชากรผิวขาว ซึ่งมักมีค่านิยมการอาบแดดมาก ๆ หรือผู้ที่มีภาวะผิวเผือก
(ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล)

5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง มีอะไรบ้าง
มะเร็งผิวหนังเกิดจากหลายปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน โดยเฉพาะพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และลักษณะทางพันธุกรรมของแต่ละคน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะค่อย ๆ ทำให้เซลล์ผิวหนังเกิดความผิดปกติ จนพัฒนาไปสู่การเป็นมะเร็งในที่สุด แต่ปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อเรามากที่สุดปัจจุบัน ก็จะหนีไม่พ้นแสงแดดครับ
1. แสงแดด (รังสี UV)
หากจะถามว่าแสงแดดทำให้เป็นมะเร็งไหม คำตอบก็คือค่อนข้างมีส่วนอย่างมากในการก่อให้เกิดโรคได้ เพราะการรับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ทั้งชนิด UVA และ UVB จากแสงแดดโดยตรงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ โดยไม่มีการป้องกัน เช่น ครีมกันแดด ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง
- โดยรังสี UVA จะทำลายผิวในระดับลึก ทำให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ ขณะที่ UVB เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวไหม้และทำลาย DNA ของเซลล์ผิวโดยตรง หากสะสมเป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกัน เช่น การไม่ทาครีมกันแดด การทำกิจกรรมกลางแจ้งช่วงเวลา 10.00–16.00 น. ช่วงที่รังสีมีความเข้มข้นสูงสุดโดยไม่มีการป้องกันอย่างเหมาะสม ก็เป็นสาเหตุที่ผิวหนังเราจะได้รับรังสี ดังกล่าวโดยตรง และสะสมจนเกิดเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ครับ
2. พันธุกรรม
มีโอกาสเกิดน้อย แต่ก็เป็นไปได้ครับ หากมีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งผิวหนังอย่างมีนัยยะสำคัญ หรือผู้ที่มีภาวะผิวเผือก ซึ่งผิวหนังจะไวต่อรังสี UV จะถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากอาจได้รับยีนที่มีความผิดปกติ หรือมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิวมากกว่าปกติ ทำให้เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น แสงแดด หรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ ร่างกายก็จะมีโอกาสเกิดมะเร็งได้ง่ายขึ้น ดังนั้นคนที่มีประวัติครอบครัวควรใส่ใจการตรวจผิวหนัง และดูแลป้องกันตัวเองเป็นพิเศษ
3. แผลเรื้อรัง
แผลที่ผิวหนังซึ่งรักษาไม่หายนานกว่า 3 เดือน หรือแผลที่มีลักษณะเป็น ๆ หาย ๆ อาจไม่ใช่แค่ปัญหาผิวทั่วไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติของเซลล์ผิวได้ เนื่องจากการอักเสบเรื้อรังจะกระตุ้นให้เซลล์มีการซ่อมแซมตัวเองซ้ำ ๆ จนอาจเกิดการกลายพันธุ์ และพัฒนาไปเป็นมะเร็งผิวหนังในที่สุด โดยเฉพาะแผลที่มีเลือดออกง่าย ขอบแผลไม่เรียบ เป็นต้น

4. ไฝผิดปกติ
ไฝที่มีลักษณะเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งผิวหนังได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นต้องคอยสังเกตลักษณะการเปลี่ยนแปลงให้ดีนะครับ
- ไฝที่มีขนาดโตขึ้นอย่างรวดเร็วหรือไม่
- ไฝมีสีที่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่
- ไฝมีหลายสีในจุดเดียวหรือมีขอบไม่เรียบหรือไม่
- มีอาการอักเสบหรือเจ็บผิดปกติ บริเวณที่เป็นไฝหรือไม่
ลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ซึ่งเป็นชนิดที่มีความรุนแรงสูง การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของไฝจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะหากมีอาการคัน เจ็บ หรือมีเลือดออก ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นครับ
5. ผิวขาวซีด
ผู้ที่มีผิวขาวหรือมีเมลานินน้อย ภาวะผิวเผือก ร่างกายจะมีความสามารถในการป้องกันรังสี UV ต่ำกว่าคนผิวเข้ม ทำให้ผิวถูกทำลายได้ง่าย และสะสมความเสียหายได้เร็วกว่า จึงมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนังสูงกว่า โดยเฉพาะหากมีพฤติกรรมเผชิญแดดเป็นประจำโดยไม่ป้องกัน เช่น ไม่ทาครีมกันแดด หรือไม่สวมอุปกรณ์ปกป้องผิว
สัญญาณเตือนมะเร็งผิวหนังระยะแรกดูอย่างไร?
การตรวจพบสัญญาณเตือนมะเร็งผิวหนังระยะแรกด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะยิ่งตรวจพบเร็วโอกาสรักษาหายขาดก็ยิ่งสูง ซึ่งมีหลักในการสังเกตอาการเตือนของสัญญาณเตือนโรคมะเร็งผิวหนังเบื้องต้น โดยใช้หลัก ABCDE ดังนี้ครับ
- A – Asymmetry ของไฝ แผล หรือติ่งเนื้อ
- B – Border ขอบไม่ชัดเจน ขรุขระ หรือลุกลาม
- C – Color สีผิวไม่สม่ำเสมอ มีหลายเฉดสีในผิวหนังบริเวณเดียวกัน เช่น น้ำตาล ดำ แดง
- D – Diameter ขนาดที่เปลี่ยนไปของไฝ ติ่งหรือตุ่มเนื้อ
- E – Evolution การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ ไฝ ติ่ง หรือตุ่มเนื้อ มีการเปลี่ยนแปลงด้านรูปร่าง สี หรือขนาดในระยะเวลาสั้น
นอกจากนี้มะเร็งผิวหนังมีอาการที่ควรรีบพบแพทย์โดยทันที ได้แก่
- แผลเรื้อรังที่ไม่หายนานกว่า 3 เดือน
- ตุ่มเนื้อที่ดูผิดปกติในบริเวณที่มักโดนแดดบ่อย ๆ
- ไฝที่มีเลือดออก มีอาการคัน หรือมีสะเก็ดเกิดขึ้น
5 วิธีป้องกันมะเร็งผิวหนัง
ปัจจุบันแม้จะยังไม่มีวิธีป้องกัน 100% เพราะเราไม่สามารถเลี่ยงปัจจัยภายนอกอย่างแสงแดดได้ แต่การลดปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้ หรือเสริมเกราะป้องกันที่เหมาะสม ถือเป็นวิธีป้องกันมะเร็งผิวหนังที่ดีที่สุด
วิธีที่ 1 ทาครีมกันแดดทุกวัน ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร
ทุกคนควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF50 และมีค่า PA++++ (สี่บวก) ขึ้นไป เพื่อป้องกันรังสียูวีได้ทั้ง UVA (ทำให้ผิวคล้ำ) และ UVB (ทำให้ผิวไหม้) โดยควรทาให้ทั่วทุกบริเวณที่สัมผัสแดดก่อนออกนอกบ้านอย่างน้อย 15–30 นาที และทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมง หรือทันทีเมื่อเหงื่อออกหรือสัมผัสน้ำ ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกทั้งแบบครีม แบบแท่ง หรือแบบสเปรย์ ที่สำคัญคือเลือกแบรนด์ที่มีการทดสอบที่เชื่อถือได้เท่านั้น
สิ่งสำคัญที่หลายคนมักมองข้ามคือ แม้ในวันที่ท้องฟ้าครึ้มหรืออยู่ในร่ม แม้ว่าเราจะไม่รู้สึกร้อน แต่รังสี UV ก็ยังผ่านเมฆและกระจกเข้ามาสัมผัสผิวเราได้นะครับ เพราะรังสีความร้อนคือ อินฟราเรด (IR) โดนเมฆกรองออกไป (บางส่วน) แต่ UV ตัวร้ายนั้นยังอยู่ ดังนั้นการทาครีมกันแดดทุกวัน และทาในปริมาณที่เพียงพอ จึงเป็นนิสัยที่ขาดไม่ได้ครับ
วิธีที่ 2 หลีกเลี่ยงการสัมผัสแดดจัดในช่วง 10.00–16.00 น.
ช่วงเวลา 10.00–16.00 น. คือช่วงที่ดัชนี UV ของไทยสูงที่สุด รังสีที่ได้รับในช่วงนี้เพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจเทียบเท่ากับที่รับทั้งวันในช่วงเช้าหรือเย็น หากจำเป็นต้องออกนอกบ้าน แนะนำให้เดินในร่มเงา หลีกเลี่ยงพื้นที่โล่งแจ้ง และวางแผนกิจกรรมกลางแจ้งไว้ในช่วงเช้าก่อน 10.00 น. หรือหลัง 16.00 น. แทน
ระดับความรุนแรงของรังสี UV ในแสงแดดที่ควรระวัง:
- 0-2.9: ความรุนแรงต่ำ
- 3-5.9: ความรุนแรงปานกลาง
- 6-7.9: ความรุนแรงสูง
- 8-10.9 ขึ้นไป: ความรุนแรงสูงมาก
ปัจจุบัน แอปพยากรณ์อากาศในโทรศัพท์มือถือของเราเองก็จะมีพยากรณ์อากาศ ที่คำนวณถึงระดับรังสี UV ในแต่ละวันอยู่ด้วย ถือเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ให้เราได้เตรียมตัวใ้ห้พร้อมก่อนออกจากบ้านครับ

วิธีที่ 3 สวมเสื้อผ้าและอุปกรณ์ป้องกันแสงแดด
แสงแดดเป็นปัจจัยทำลายผิวหนังโดยตรง และการป้องกันทางกายภาพถือเป็นด่านแรกที่มีประสิทธิภาพสูงมาก นอกจากครีมกันแดดแล้ว ควรสวม เสื้อแขนยาว หมวกปีกกว้าง และแว่นกันแดด UV400 เพื่อลดพื้นที่ผิวที่สัมผัสแสงโดยตรง โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนของเมืองไทยที่แดดจัดตลอดทั้งปี
ปัจจุบันมีเสื้อผ้าสำหรับกันแดดโดยเฉพาะที่มีค่า UPF (Ultraviolet Protection Factor) ซึ่งช่วยป้องกันรังสี UV ได้ดีกว่าเสื้อผ้าทั่วไปหลายเท่า เหมาะสำหรับคนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง หรือออกกำลังกายในที่โล่ง
วิธีที่ 4 งดการอาบแดดและผลิตภัณฑ์ทำผิวสีแทน
เชื่อว่าเทรนด์นี้ในบ้านเราอาจจะไม่ค่อยเป็นที่นิยม แต่ก็มีอยู่บ้างนะครับ การใช้เตียงอาบแดด (Tanning Bed) หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวคล้ำขึ้นโดยใช้รังสี UV เทียม ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนังในระยะยาวอย่างชัดเจน เพราะรังสี UV ไม่ว่าจะมาจากแหล่งธรรมชาติหรือเทียมก็สร้างความเสียหายต่อ DNA ของเซลล์ผิวหนังได้เท่ากัน และความเสียหายนี้สะสมต่อเนื่องไปตลอดชีวิต แม้จะไม่แสดงอาการในทันที
อีกอย่างหนึ่งที่อยากให้เฝ้าระวังก็คือการทำเล็บเจล เพราะต้องมีการอบสีเล็บให้แห้งด้วยเครื่องอบรังสี UV ครับ นี่ก็ถือเป็นการสัมผัสรังสีโดยตรงอย่างหนึ่งเหมือนกัน รวมทั้งสารเคมีในน้ำยาทาเล็บก็เป็นปัจจัยเสี่ยงการเกิดมะเร็งผิวหนังในระยะยาว
วิธีที่ 5 ตรวจผิวหนังตนเองสม่ำเสมอ และพบแพทย์เมื่อพบความผิดปกติ
วิธีป้องกันและเฝ้าระวังสัญญาณมะเร็งผิวหนังที่ทำได้ง่ายที่สุด คือการตรวจดูผิวหนังทั่วร่างกายด้วยตนเอง อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ใช้กระจกช่วยส่องบริเวณที่มองยาก เช่น หลัง คอด้านหลัง และหนังศีรษะ หากพบไฝหรือรอยโรคที่ผิดปกติตามหลัก ABCDE อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ผิวหนังโดยเร็ว ไม่ควรรอให้อาการลุกลาม
วางแผนรับมือค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งผิวหนังไว้ล่วงหน้า ด้วย TTIB Cancer Care Shield
แม้จะป้องกันได้ดีแค่ไหน ความเสี่ยงก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้เสมอไป นินนินจึงอยากแนะนำให้ทุกคนวางแผนรับมือค่าใช้จ่ายทางสุขภาพไว้ล่วงหน้าด้วย TTIB Cancer Care Shield แบบ เจอ จ่าย จบเต็มทุน ในทุกระยะ สำหรับมะเร็งทุกชนิด (ยกเว้นมะเร็งผิวหนัง)
ในส่วนของมะเร็งผิวหนัง TTIB Cancer Care Shield ให้ผลประโยชน์เงินก้อนสูงกว่าแผนทั่วไป ถึง 30% ของทุนประกัน เพื่อเสริมเกราะความมั่นใจในการรับมือกับโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัวครับ
- เจอ จ่าย จบเต็มทุน ในทุกระยะของโรค (ยกเว้นโรคมะเร็งผิวหนัง)
- มะเร็งผิวหนัง เจอ จ่าย สูงถึง 30%
- ไม่ต้องตรวจสุขภาพ มีคำถามสุขภาพ 1 ข้อในใบสมัคร ที่ผู้สมัครต้องตอบตามความเป็นจริงตมหลักสุจริตใจอย่างยิ่ง (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท ฯ กำหนด)
- เบี้ยประกันคงที่ ไม่ปรับเพิ่มตามอายุ และต่ออายุสัญญาได้สูงสุดถึงอายุ 70 ปี (รับอายุแรกเข้าถึง 65 ปี)
- ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด สำหรับหมวดประกันสุขภาพ 25,000 บาท ตามเงื่อนไขกรมสรรพากร
- สมัครออนไลน์ได้เลย สามารถเลือกรับกรมธรรม์ผ่านช่องทางออนไลน์หรือไปรษณีย์ ปีก็ต่ออายุก็ง่าย ทำผ่านช่องทางออนไลน์เช่นกัน
คำถามที่พบบ่อย FAQs เกี่ยวกับสัญญาณมะเร็งผิวหนัง
ทาครีมกันแดดน้อยเกินไป เสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังหรือไม่?
แน่นอนครับ หัวใจของการทาครีมกันแดดเพื่อการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ คือการทาในปริมาณที่เพียงพอ การทาปริมาณน้อยหรือลืมทาซ้ำ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการป้องกันโดยตรง เพราะ
- ไม่ว่าจะเป็นรังสี UVA/UVB หรือ อินฟราเรด ทุกอย่างคือรังสีที่ทำลายเซลล์ ทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ผิวไหม้แดง และผิวหนังถูกทำลาย
- แม้คนผิวสีเหลืองอย่างชาวเอเชียจะมีเมลานินเป็นเกราะป้องกันธรรมชาติ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ทั้งหมด
สรุปคือ ไม่ว่าจะมีผิวสีใดก็ตาม การทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธีทุกวัน ปริมาณที่เหมาะสมคือประมาณเหรียญ 10 บาท จำนวน 2 ครั้ง หรือ ประมาณ 2 ข้อนิ้ว (หรือเผื่อ ๆ ไปเลยเป็นปริมาณ 2 นิ้วก็ครอบคลุม จำง่ายดีครับ) ที่สำคัญคือต้องทาลงมาจนถึงลำคอนะครับ รวมไปถึงเราควรใช้ครีมกันแดดสำหรับทาตัวด้วย เพื่อปกป้องผิวหนังนอกร่มผ้าของเรา

สรุป
มะเร็งผิวหนังเกิดจากการสัมผัสรังสี UV สะสมเป็นเวลานาน ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงด้านพันธุกรรมและสภาพผิวที่ไวต่อแสง การสังเกตลักษณะผิดปกติ เพื่อรู้จักสัญญาณมะเร็งผิวหนังตั้งแต่ระยะแรก ควบคู่กับการทาครีมกันแดด สวมเสื้อผ้าป้องกัน หลีกเลี่ยงแดดจัด และตรวจผิวหนังสม่ำเสมอ ถือเป็นวิธีป้องกันมะเร็งผิวหนังที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่เราทุกคนทำได้และควรทำให้ติดเป็นนิสัย หากพบความผิดปกติที่ผิวหนัง ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เพราะการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ๆ นั้นมีโอกาสหายขาดได้นั่นเองครับ
ใครที่อยากเตรียมความพร้อมด้านประกันโรคมะเร็งไว้ล่วงหน้า เสริมเกราะความมั่นใจ ให้กับการบริหารค่าใช้จ่ายของโรคร้ายที่เกินคาดเดา ทักมาสอบถามนินนินและทีม TTIB ได้เลยครับ
- Facebook page: TT Insurance Broker
- Line official: @TTIB
- โทรศัพท์: 02-248-4848 วันจันทร์–ศุกร์ (เวลาทำการ 08.30 – 17.00 น.)
ที่มาข้อมูล
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์