การกลืนแร่หรือการรักษาด้วยไอโอดีนกัมมันตรังสี (Radioactive Iodine Therapy: I-131) เป็นวิธีรักษาที่ใช้ใน 2 กรณีหลัก คือ ไทรอยด์เป็นพิษ และมะเร็งต่อมไทรอยด์ (บางกรณี) เนื่องจากเป็นการรักษาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์ของต่อมไทรอยด์ ช่วยลดความจำเป็นในการรักษาที่ซับซ้อน และส่งผลข้างเคียงต่ออวัยวะอื่นค่อนข้างน้อย
บทความนี้นินนินได้รวบรวมข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับการกลืนแร่คืออะไร, กลืนแร่ไทรอยด์มีผลข้างเคียงอย่างไร และถ้ากลืนแร่ทําไมต้องกักตัว รวมไปถึงอาหารที่คนกลืนแร่กินได้ เพื่อช่วยให้เข้าใจกระบวนการรักษาด้วยวิธีนี้มากยิ่งขึ้นครับ
การกลืนแร่คืออะไร?
การกลืนแร่ คือการรักษาโดยให้ผู้ป่วยกลืนสารไอโอดีน-131 *(I-131) ในรูปแบบน้ำหรือแคปซูล หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การรักษาด้วยไอโอดีนรังสี (Radioactive Iodine Therapy) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะจับที่ต่อมไทรอยด์ ยับยั้งการทำงานของต่อมไทรอยด์ และทำให้ต่อมไทรอยด์ฝ่อลง
*(I-131 คือ ไอโซโทปกัมมันตรังสีของธาตุไอโอดีน ที่ปล่อยรังสีออกมา และสามารถถูกดูดซึมโดยเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์โดยตรง)
กระบวนการกลืนแร่รังสีทำงานอย่างไร?
หลักการทำงานของการกลืนแร่รังสี อาศัยคุณสมบัติพิเศษของต่อมไทรอยด์ที่จะดูดซึมไอโอดีนได้เกือบทั้งหมด เมื่อ I-131 เข้าสู่ร่างกาย เซลล์ต่อมไทรอยด์จะจับสารนี้ไว้ รังสีเบต้าที่แผ่ออกมาจึงออกฤทธิ์ทำลายเฉพาะเนื้อเยื่อไทรอยด์ โดยไม่กระทบอวัยวะข้างเคียง ทำให้เป็นวิธีรักษาที่ตรงจุด และปลอดภัยสูง
ข้อดีคือ สารกัมมันตภาพรังสีจะถูกขับออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ น้ำลาย เหงื่อ และสารคัดหลั่งอื่น ๆ โดยเฉพาะในช่วง 7 วันแรกหลังกลืนแร่ จนอยู่ในระดับที่ปลอดภัย
กลืนแร่ใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง?
การกลืนแร่หลัก ๆ แล้วใช้รักษาโรคแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักดังนี้ครับ
1. มะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid Cancer)
การกลืนแร่ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์ที่ผ่าตัดเอาต่อมไทรอยด์ออกทั้งหมด หรือเกือบหมดแล้ว เพื่อทำลายเนื้อไทรอยด์ที่อาจหลงเหลืออยู่ รวมถึงเซลล์มะเร็งที่อาจแพร่กระจาย มะเร็งที่ตอบสนองดีต่อการรักษานี้ได้แก่
- มะเร็งไทรอยด์แบบ Papillary
- มะเร็งไทรอยด์แบบ Follicular
2. ไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism)
การกลืนแร่นิยมใช้รักษาไทรอยด์เป็นพิษในกรณีที่รักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล มีการกลับเป็นใหม่ หรือแพ้ยาต้านไทรอยด์ ส่วนใหญ่หายได้ภายหลังรับการรักษา โดยผลลัพธ์แตกต่างกันตามขนาดยา และการตอบสนองของร่างกายของแต่ละบุคคล
วิธีกลืนแร่ ขั้นตอนก่อน ระหว่าง และหลังการรักษา
ก่อนกลืนแร่รังสีต้องเตรียมตัวอย่างไร?
การเตรียมตัวที่สำคัญก่อนกลืนแร่มีดังนี้
- งดอาหารที่มีไอโอดีนสูง 1–2 สัปดาห์ก่อนกลืนแร่ ได้แก่ อาหารทะเลทุกชนิด อาหารที่มีส่วนผสมของเกลือเสริมไอโอดีน ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่แดง รวมถึงอาหารแปรรูปบางชนิดที่อาจมีส่วนผสมของไอโอดีน เพื่อให้ต่อมไทรอยด์ดูดซึม I-131 ได้อย่างเต็มที่
- หยุดยาต้านไทรอยด์ตามแพทย์สั่ง โดยทั่วไปอาจต้องหยุดยา 3–7 วัน หรือเป็นไปตามดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล
- สตรีวัยเจริญพันธุ์ ต้องคุมกำเนิดก่อนกลืนแร่ และควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์อย่างน้อย 6–12 เดือนหลังการรักษา หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแล
- แจ้งประวัติยาและโรคประจำตัว โดยเฉพาะยาที่มีส่วนประกอบของไอโอดีน เช่น สารทึบรังสีที่ใช้ในการถ่ายภาพ
วิธีปฏิบัติในวันกลืนแร่
ผู้ป่วยจะได้รับ I-131 ในรูปแบบแคปซูลหรือน้ำ ให้กลืนเพียงครั้งเดียว ใช้เวลาไม่เกิน 1-2 นาที ไม่เจ็บปวด ไม่ต้องดมยาสลบ โดยระยะเวลาการงดอาหารและน้ำ ขึ้นอยู่กับแนวทางของแพทย์ แต่โดยทั่วไปจะงดอาหารก่อน และหลังรับยาเป็นระยะเวลาที่แพทย์กำหนด เพื่อให้การดูดซึมเต็มประสิทธิภาพ
สำหรับคนที่เป็นมะเร็งไทรอยด์ และได้รับยาขนาดสูง แพทย์อาจให้นอนพักในโรงพยาบาลในห้องกักกันรังสีเฉพาะ จนกว่าระดับรังสีในร่างกายจะลดลงจนถึงเกณฑ์ปลอดภัยก่อนกลับบ้าน
หลังการกลืนแร่ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
เนื่องจากรังสีจากไอโอดีน-131 จะถูกขับออกทางสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น น้ำลาย เหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยหลังการรักษา โดยระยะเวลาที่ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้อื่นอาจแตกต่างกันตั้งแต่ 2–14 วัน ขึ้นอยู่กับขนาดรังสีที่ได้รับ
- รักษาระยะห่างจากผู้อื่น หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นอย่างน้อย 1–2 เมตร โดยเฉพาะเด็กและสตรีมีครรภ์ และแนะนำให้หยุดงาน งดเดินทางไปยังที่ชุมชน รวมถึงงดการใช้รถสาธารณะ
- แยกของใช้ส่วนตัว ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัว ช้อนส้อม และแก้วน้ำ
- ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยขับปริมาณรังสีออกจากร่างกาย
- งดให้นมบุตร หากอยู่ในช่วงให้นม ต้องหยุดทันทีก่อนรับการรักษา เนื่องจากรังสีสามารถส่งผ่านทางน้ำนมได้
- ติดตามผลการรักษา นัดพบแพทย์ตามกำหนดเพื่อตรวจเลือด และติดตามระดับฮอร์โมนไทรอยด์
อาหารที่คนกลืนแร่กินได้ และควรหลีกเลี่ยง
การงดไอโอดีนก่อนกลืนแร่เป็นขั้นตอนสำคัญ ที่ช่วยให้ต่อมไทรอยด์ดูดซึม I-131 ได้มากที่สุด ส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น
อาหารที่กินได้ (ไอโอดีนต่ำ)
- ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว
- เนื้อสัตว์ ไก่ หมู เนื้อวัว (ยกเว้นอาหารทะเลทุกชนิด)
- ไข่ขาว (ห้ามไข่แดง เพราะมีไอโอดีนสะสม)
- ผักและผลไม้ (ยกเว้นสาหร่ายทุกชนิด)
- น้ำมันพืช หรือไขมันจากพืช
- น้ำเปล่า น้ำผลไม้คั้นสด ชาดำ กาแฟดำ
อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยง
- อาหารทะเลทุกชนิด ปลาทะเล กุ้ง หอย ปู สาหร่าย
- อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารฟาสต์ฟู้ด และขนมขบเคี้ยว เพราะโดยมากมักปรุงรสด้วยเกลือหรือซอสที่มีส่วนผสมของไอโอดีน
- นม เนยแข็ง โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงครีมเทียมที่มีส่วนผสมของนม
- ไข่แดง
- อาหารหมักดอง เช่น กะปิ ปลาร้า เพราะอาจทำจากเกลือที่ไม่แน่ชัดว่าเสริมไอโอดีนหรือไม่
- วิตามินหรืออาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของไอโอดีน
ข้อปฏิบัติก่อน-หลังกลืนแร่
| หัวข้อ | ก่อนกลืนแร่ (1-2 สัปดาห์) | หลังกลืนแร่ (ช่วงกักตัว) |
| อาหาร | งดอาหารไอโอดีนสูง เช่น อาหารทะเล สาหร่าย เกลือเสริมไอโอดีน นมและผลิตภัณฑ์นม ไข่แดง ของหมักดอง ซอสปรุงรสที่มีเกลือไอโอดีน และอาหารเสริมที่มีไอโอดีน | รับประทานอาหารได้ตามปกติ และดื่มน้ำมาก ๆ |
| ยา | ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์เกี่ยวกับการหยุดหรือปรับยาไทรอยด์ | เริ่มรับประทานยาตามนัด |
| การใช้ชีวิต | ใช้ชีวิตได้ตามปกติ และเตรียมสถานที่พักฟื้นหลังการรักษา | อยู่ห่างผู้อื่นประมาณ 1-2 เมตร และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดเด็กเล็กหรือสตรีมีครรภ์ |
| ที่ทำงาน | ทำงานได้ตามปกติ | ปฏิบัติตามระยะเวลาที่แพทย์หรือหน่วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์กำหนด |

กลืนแร่ทำไมต้องกักตัว และต้องกักนานแค่ไหน?
หลังกลืนแร่ I-131 ร่างกายจะค่อย ๆ ขับสารกัมมันตรังสีส่วนที่เหลือออกทางปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ และน้ำลาย ทำให้ในช่วงแรกยังมีปริมาณรังสีที่อาจส่งผลต่อคนรอบข้างได้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก และสตรีมีครรภ์ซึ่งไวต่อรังสีมากกว่าคนทั่วไป
เพื่อความปลอดภัย แพทย์จึงมักแนะนำให้ปฏิบัติตัวดังนี้
- แยกตัว เว้นระยะปลอดภัย อยู่ห่างจากผู้อื่นประมาณ 1-2 เมตร ในช่วง 3-7 วันแรกหลังกลืนแร่
- หลีกเลี่ยงการกอด อุ้ม หรืออยู่ใกล้ชิดเด็กเล็ก และสตรีมีครรภ์
- แยกใช้ของส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดตัว และห้องน้ำ (หากสามารถทำได้)
- ดื่มน้ำมาก ๆ และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ
- หากต้องทำงานใกล้ชิดผู้อื่น อาจจำเป็นต้องหยุดงานชั่วคราวตามคำแนะนำของแพทย์
โดยทั่วไป ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษที่ได้รับ I-131 ขนาดต่ำ มักกักตัวประมาณ 3-5 วัน ส่วนผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ที่ได้รับขนาดยาสูง อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น อย่างไรก็ตาม ระยะเวลากักตัวไม่ได้เท่ากันทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับขนาดยาที่ได้รับ ระดับรังสีที่เหลืออยู่ในร่างกาย และดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแลเป็นหลัก

การกลืนแร่ไทรอยด์กับผลข้างเคียงที่ควรรู้
การรักษาด้วย I-131 ถือเป็นวิธีรักษาที่มีความปลอดภัยสูง และมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการผ่าตัดหรือการรักษามะเร็งในรูปแบบอื่น แต่ก็อาจมีอาการบางอย่างที่พบได้ ดังนี้
ต่อมน้ำลายอักเสบ
I-131 อาจสะสมในต่อมน้ำลาย ทำให้รู้สึกปวด บวม หรือเจ็บบริเวณข้างแก้ม และใต้คางได้ในบางราย แพทย์อาจแนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ และใช้ลูกอมรสเปรี้ยวหรือหมากฝรั่งเพื่อกระตุ้นน้ำลาย แต่ควรทำตามคำแนะนำของทีมแพทย์ เนื่องจากช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มกระตุ้นน้ำลายอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน
ปากแห้ง คอแห้ง
อาการนี้อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงแรกหลังการรักษา โดยมักเป็นเพียงชั่วคราว และค่อย ๆ ดีขึ้นเอง
ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ
ในผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ การกลืนแร่มีเป้าหมายเพื่อลดการทำงานของต่อมไทรอยด์ ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ผู้ป่วยจำนวนมากจะเข้าสู่ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ และต้องรับประทานฮอร์โมนทดแทน
แม้จะดูเหมือนเป็นผลข้างเคียง แต่ในทางการแพทย์ถือเป็นผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้ และสามารถควบคุมได้ด้วยยา
อาการทางตาโรคเกรฟส์ (Graves’ Disease)
ผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่ อาจมีอาการตาโปน ตาแดง หรืออาการทางตาแย่ลงชั่วคราวหลังการรักษา หากมีอาการผิดปกติควรรีบแจ้งแพทย์ทันที
คลื่นไส้เล็กน้อย
อาจพบได้ในวันแรกหลังกลืนแร่ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับ I-131 ในขนาดสูง
โดยรวมแล้ว การรักษาด้วย I-131 ถือเป็นวิธีรักษาที่มีความปลอดภัยสูงและถูกใช้มาอย่างยาวนานทั่วโลก ความเสี่ยงต่อผลกระทบระยะยาวอยู่ในระดับต่ำเมื่อได้รับการรักษาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
ประกันมะเร็ง TTIB Cancer Care Shield มีไว้อุ่นใจกว่า!
แม้ว่ามะเร็งไทรอยด์จะเป็นมะเร็งที่มีอัตราการรักษาหาย และอัตราการรอดชีวิตค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับมะเร็งหลายชนิด แต่การรักษาอาจไม่ได้จบเพียงแค่การผ่าตัดเท่านั้น ผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม เช่น การกลืนแร่ไอโอดีน-131 (I-131) เพื่อระงับการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งให้ได้มากที่สุด และยังต้องติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ตรวจเลือด หรือตรวจวินิจฉัยอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์
การเตรียมความพร้อมด้วยประกันสุขภาพหรือประกันโรคมะเร็ง จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจ และลดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
TTIB Cancer Care Shield เป็นประกันมะเร็งแผนเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้า TTIB โดดเด่นด้วยค่าเบี้ยคงที่ทุกปีตั้งแต่แรกเข้า เจอ จ่าย เต็มทุน ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย ยิ่งเริ่มต้นไว ยิ่งได้เบี้ยถูก
- รับอายุแรกเข้าถึง 65 ปี ต่ออายุได้สูงสุดถึง 70 ปี
- แม้อายุเพิ่ม แต่เบี้ยไม่เพิ่มตาม โดยยึดอัตราเบี้ยตามปีแรกเข้า
- เจอ จ่าย เต็มทุน ด้วยทุนประกันสูงสุด 1 ล้านบาท เมื่อตรวจพบโรคมะเร็งครั้งแรก ทุกระยะ ตามเงื่อนไขกรมธรรม์
- มะเร็งผิวหนัง รับความคุ้มครองสูงสุดถึง 30% ของทุนประกัน
- รับประกันภัยแม้มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคมะเร็ง รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ หรือมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เกินเกณฑ์
- ไม่ต้องตรวจสุขภาพก่อนสมัคร เพียงตอบคำถามสุขภาพ 1 ข้อ ตามความเป็นจริง
- สามารถนำเบี้ยประกันไปใช้ลดหย่อนภาษีหมวดประกันสุขภาพได้ ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับการกลืนแร่
การกลืนแร่แตกต่างจากเคมีบำบัดอย่างไร?
การกลืนแร่เป็นการรักษาด้วยสารกัมมันตรังสีไอโอดีน-131 (I-131) ซึ่งถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ไทรอยด์เป็นหลัก จึงออกฤทธิ์ได้ค่อนข้างจำเพาะต่อเนื้อเยื่อไทรอยด์ ไม่กระทบเซลล์ข้างเคียงอื่น ๆ ทำให้ผลกระทบต่ออวัยวะอื่นน้อยกว่าการรักษาด้วยเคมีบำบัด
โดยทั่วไป ผู้ป่วยที่กลืนแร่มักไม่เกิดอาการผมร่วง อย่างไรก็ตาม อาจมีอาการชั่วคราวบางอย่าง เช่น ปากแห้ง ต่อมน้ำลายอักเสบ คลื่นไส้ หรืออ่อนเพลียได้ในบางราย
ในขณะที่เคมีบำบัดเป็นการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งทั่วร่างกาย จึงอาจส่งผลต่อเซลล์ปกติบางส่วน และก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้มากกว่า เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรือเม็ดเลือดลดลง เป็นต้น
กลืนแร่ทำไมต้องกักตัว สามารถอยู่ร่วมกับคนในบ้านได้หรือไม่?
ได้ครับ แต่เพราะอาจจะยังมีรังสีตกค้างอยู่บ้าง ควรรักษาระยะห่างจากผู้อื่นประมาณ 1-2 เมตร โดยเฉพาะในช่วง 3-7 วันแรกหลังการรักษา ควรแยกของใช้ส่วนตัว และห้องน้ำหากสามารถทำได้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดเด็กเล็กและสตรีมีครรภ์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการกอด อุ้ม หรือนั่งใกล้กันเป็นเวลานาน ตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ (รังสีมีผลต่อการเจริญเติบโต)
กลืนแร่ไทรอยด์ อันตรายไหม? มีโอกาสเป็นมะเร็งชนิดอื่นจากรังสีหรือไม่?
การรักษาด้วย I-131 ถือเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูง และใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ความเสี่ยงต่อผลกระทบระยะยาวหรือมะเร็งชนิดอื่นอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อใช้ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรเข้ารับการติดตามผล และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
หลังกลืนแร่ จะมีลูกได้หรือไม่?
ได้ครับ โดยผู้ที่วางแผนมีบุตรควรเว้นระยะก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 6 เดือน หรือตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแล เพื่อให้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์กลับเข้าสู่ภาวะที่เหมาะสม และมีความพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์
สรุป
มะเร็งไทรอยด์จะเป็นมะเร็งที่มีอัตราการรักษาหายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมะเร็งหลายชนิด แต่อาจจะมีความซับซ้อนอยู่บ้างในส่วนของการรักษา ผู้ป่วยบางรายอาจต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผ่าตัด การกลืนแร่ไอโอดีน-131 (I-131) การตรวจติดตามอาการ และการรับประทานยาฮอร์โมนทดแทนในระยะยาว ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นได้ในอนาคต การเตรียมความพร้อมด้วยประกันโรคมะเร็งจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจ และลดภาระทางการเงินเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เพราะการซื้อประกันสุขภาพเป็นเรื่องที่วางแผนล่วงหน้าได้เสมอครับ
ที่มาข้อมูล
- สาขารังสีวิทยาวินิจฉัย ภาควิชา/ฝ่ายรังสีวิทยา จุฬาฯ สภากาชาดไทย
- วารสารรังสีวิทยาศิริราช
- คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ภาควิชารังสีวิทยา
- งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
- สถานวิทยามะเร็งศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล