ภาษาไทย

/

เปิดสถิติโรคมะเร็งปอดของคนไทย ประจำปี พ.ศ. 2569

เปิดสถิติโรคมะเร็งปอดคนไทย ภัยร้ายที่ทุกคนควรระมัดระวัง พร้อมคาดการณ์ปี 2569

จากสถิติโรคมะเร็งในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา พบว่าคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดมากเป็นอันดับต้น ๆ ด้วยความเสี่ยงทั้งจากพฤติกรรม และมลพิษที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งถือเป็นภัยร้ายที่ทุกคนไม่ควรประมาท และในบทความนี้ “นินนิน” จะมาเปิดสถิติโรคมะเร็งปอดของคนไทย พร้อมปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอด เพื่อให้ทุกคนคอยระมัดระวังสุขภาพของตัวเองอย่างต่อเนื่องกันในปี 2569 นี้กันครับ

ข้อมูลสถิติจากนายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่าโรคมะเร็งปอดเป็น 1 ใน 5 โรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในคนไทย (ซึ่ง 1 ใน 5 ของโรคมะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี, มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม, มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเม็ดเลือดขาว) โดยโรคมะเร็งปอดพบเป็นอันดับ 2 ในเพศชายและอันดับ 3 ในเพศหญิง 

ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดรายใหม่มากถึง 17,947 ราย และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 15,022 ราย หรือคิดเป็น 41 รายต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยเข้ามาพบแพทย์ในระยะลุกลามแล้ว ทำให้มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ยากขึ้นครับ

เผย 4 ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งปอด ที่คุณควรระมัดระวัง

ด้วยจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากสถิติโรคมะเร็งปอดในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ๆ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกปี ยิ่งไปกว่านั้น อายุของผู้ป่วยอาจน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะด้วยปัจจัยเสี่ยงและพฤติกรรมดังต่อไปนี้

อย่างที่ทราบกันดี การสูบบุหรี่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ของโรคมะเร็งปอด เพราะมีสารก่อมะเร็งและสารอันตรายอยู่ในตัวบุหรี่ ซึ่งการสูดดมควันบุหรี่มือสองก็เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอดได้เช่นกัน ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีการสูบบุหรี่ก็จะดีที่สุดครับ 

ในปัจจุบัน ประเทศไทยในหลาย ๆ พื้นที่โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และจังหวัดทางภาคเหนือ ต่างกำลังเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ การเผาไหม้จากภาคเกษตรกรรม หรือควันจากโรงงานอุตสาหกรรม 

เพราะฝุ่นดังกล่าว มีลักษณะเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สามารถเข้าสู่ถุงลมปอด และซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ ที่สำคัญยังมีการปนเปื้อนสารพิษและสารก่อมะเร็ง ซึ่งกระตุ้นการอักเสบเรื้อรังและทำลายเซลล์ปอด เพิ่มโอกาสการกลายพันธุ์ของเซลล์ในระยะยาว ยิ่งถ้าได้รับในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดเพิ่มได้ แม้ว่าจะดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารเป็นอย่างดี และไม่ได้สูบบุหรี่ก็ตาม

การสัมผัสและสูดดมสารก่อมะเร็งอย่างก๊าซเรดอน, ยูเรเนียม, แร่ใยหิน หรือสารกัมมันตรังสีต่าง ๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศ สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้

หากคนในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคมะเร็งปอดมาก่อน ก็มีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดในรุ่นลูกและรุ่นหลาน เพราะเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ส่งต่อกันทางพันธุกรรม ซึ่งสามารถตรวจเช็กความเสี่ยงด้วยการเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดอย่างสม่ำเสมอครับ

ปัจจุบันโรคมะเร็งปอดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่

  • มะเร็งชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (Small Cell Lung Cancer) เป็นชนิดที่เซลล์มะเร็งสามารถเติบโตและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากขนาดที่เล็ก ซึ่งพบได้ประมาณ 10-15% เท่านั้น (ส่วนใหญ่วินิจฉัยเจอในผู้สูบบุหรี่จัด)
  • มะเร็งชนิดเซลล์ไม่ใช่ขนาดเล็ก (Non-small Cell Lung Cancer) พบสูงถึง 85-90% ของผู้ป่วยมะเร็งปอด สามารถรักษาได้ด้วยการฉายแสงรังสีและเคมีบำบัด พบได้ทั้งผู้ที่สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่
เช็กสัญญาณเตือนเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอด มีอาการอะไรบ้าง

เพื่อให้เข้ารับการรักษาได้ทันเวลา มาดูกันว่าอาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญาณเตือนโรคมะเร็งปอด และควรรีบพบแพทย์โดยทันที มีอะไรบ้าง

  • ไอเรื้อรัง มีอาการไอต่อเนื่องกันเป็นเวลามากกว่า 3 สัปดาห์ หรือระหว่างไอมีเลือดปน
  • หายใจไม่สะดวก หายใจลำบาก ระหว่างหายใจมีเสียงดังผิดปกติ หรือมีอาการหอบถี่
  • เจ็บหน้าอก รวมถึงน้ำหนักลดลงโดยไม่รู้สาเหตุ
  • รู้สึกเหนื่อยง่ายและปวดเมื่อยตามร่างกาย ได้แก่ ปวดศีรษะ, ปวดไหล่, ปวดกระดูก 

จากสถิติโรคมะเร็งปอดของปี พ.ศ. 2568 และรวมถึงในปีอื่น ๆ ที่ผ่านมา คาดการณ์ได้ว่าในปี พ.ศ. 2569 จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการใช้ชีวิต และสังคมเมืองที่ขยายตัวมากขึ้น แม้ว่าโรคมะเร็งส่วนใหญ่ยังเป็นโรคที่ไม่อาจหาสาเหตุที่ชัดเจนได้ (โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เกิดจากยีนพันธุกรรม เซลล์มะเร็งเติบโตช้า และไม่แสดงอาการในช่วงแรก) นินนินก็ยังแนะนำให้ทุกคนลดปัจจัยเสี่ยงไว้ก่อนดีกว่าครับ เริ่มใส่ใจสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย รวมถึงหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้กับตัวเองในเบื้องต้นครับ

และนอกจากการดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองแล้ว การทำประกันสุขภาพติดตัวเอาไว้ ถือเป็นอีกหนึ่งเกราะป้องกันและการเตรียมความพร้อม ที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ไม่คาดฝัน เพราะตอนนี้โรคมะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัวพวกเราอีกต่อไปแล้วครับ

TTIB Cancer Care Shield เป็นประกันมะเร็งแผนเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะลูกค้า TTIB เท่านั้น! รับประกันภัยโดย บมจ. ไทยไพบูลย์ประกันภัย บริษัทประกันภัยแห่งแรกของประเทศไทย โดดเด่นด้วยค่าเบี้ยคงที่ทุกปีตั้งแต่แรกเข้า เจอ จ่าย เต็มทุน ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย ยิ่งเริ่มต้นไว ยิ่งได้เบี้ยถูก

  • ต่ออายุได้นานสูงสุดถึง 70 ปี แม้อายุเพิ่ม แต่เบี้ยไม่เพิ่มตาม เบี้ยคงที่ตามอายุแรกเข้า
  • เจอ จ่าย เต็มทุน ด้วยทุนประกันสูงสุด 1 ล้านบาท เมื่อตรวจพบมะเร็งครั้งแรกทุกระยะ
  • มะเร็งผิวหนัง จ่ายสูงสุดถึง 30% ของทุนประกัน
  • รับประกันภัยแม้มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคมะเร็ง รวมถึงผู้ที่มีความเสี่ยง อาทิสูบบุหรี่ หรือมีภาวะดัชนีมวลกาย (BMI) เกินเกณฑ์ (ผู้เอาประกันภัยมีระยะเวลารอคอย 90 วัน นับจากวันที่เริ่มความคุ้มครอง ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์)
  • ไม่ต้องตรวจสุขภาพก่อนทำประกันภัย เพียงตอบคำถามสุขภาพในใบสมัครตามความเป็นจริง
  • สามารถนำประกันมะเร็งไปลดหย่อนภาษีได้ ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร
ประกันมะเร็ง TTIB Cancer Care Shield

จะเห็นได้ว่า จากสถิติโรคมะเร็งปอดของคนไทยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเพศหญิง เพศชาย จะเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็เริ่มมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ นินนินแนะนำว่าให้ทุกคนหมั่นดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ใครที่สูบบุหรี่อยู่และไม่อยากป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด ก็รีบเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง หันมาใส่ใจปอด และสุขภาพโดยรวมของตัวเองกันมากขึ้นนะครับ ส่วนใครที่ไม่แน่ใจว่าตนเองมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน การเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำก็จะช่วยให้อุ่นใจขึ้นได้

แต่จะยิ่งเบาใจขึ้นไปอีก หากมีแผนประกันมะเร็งรองรับเอาไว้ ในกรณีที่วินิจฉัยเจอขึ้นมา จะได้หมดห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย ค่ารักษาพยาบาล และเงินทุนสำรองต่าง ๆ รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องความคุ้มครอง หรือเงื่อนไขการทำประกันมะเร็ง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยของ TT Insurance Broker ได้ที่ช่องทางการติดต่อ

  • Facebook page:  TT Insurance Broker
  •  Line official: @TTIB
  • หมายเลขโทรศัพท์: 02-248-4848 วันจันทร์-ศุกร์ (เวลาทำการ 08.30 – 17.00 น.)

ที่มาข้อมูล :

กรมการแพทย์

ประกันภัยที่เกี่ยวข้อง

แชร์โพสต์นี้

Popular Tags