อาการผิดปกติในระบบขับถ่าย หรืออาการปวดท้องครืดคราดเรื้อรัง มักสร้างความสับสนระหว่างอาการลำไส้แปรปรวน หรือว่าจะเป็นอาการเริ่มต้นของโรคร้ายอย่างมะเร็งลำไส้ บทความนี้นินนินจะพาทุกคนไปดูข้อมูลแบบเจาะลึกถึงสัญญาณเตือน และอาการมะเร็งลําไส้ แต่ละระยะ เพื่อการสังเกตลักษณะอุจจาระ มะเร็งลําไส้ด้วยตัวเอง พร้อมแนะแนวทางตรวจคัดกรอง และเพื่อทำความเข้าใจสัญญาณเตือนและแนวทางตรวจประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น กันครับ
มะเร็งลําไส้ คืออะไร? เจาะลึกกลไกการเกิดโรค และปัจจัยเสี่ยง
มะเร็งลําไส้ คือ โรคที่เกิดจากการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติของเซลล์เยื่อบุผิวภายในลำไส้ใหญ่ (Colon) หรือทวารหนัก (Rectum) ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ของสารพันธุกรรม (Genetic Mutations) ของเซลล์เยื่อบุลำไส้ ในหลายกรณี เซลล์ผิดปกติอาจเริ่มจากการเกิดติ่งเนื้อ (Polyp) ซึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งได้ และใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 5-10 ปีในการพัฒนาจนกลายเป็นมะเร็ง (Adenoma-to-Carcinoma Sequence) ซึ่งเปิดโอกาสให้เราสามารถตรวจพบ และหาหนทางรักษามะเร็งได้ก่อนจะกลายเป็นเนื้อร้าย
ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ (Risk of Colorectal Cancer)
ปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้สามารถแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักอย่างชัดเจน ได้แก่ ปัจจัยภายในที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และปัจจัยภายนอกจากพฤติกรรมไลฟ์สไตล์ของเราเองที่สามารถปรับเปลี่ยนได้
ปัจจัยเสี่ยงทางชีวภาพและพันธุกรรม (ควบคุมไม่ได้)
- อายุที่มากขึ้น: อัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์จะเพิ่มสูงขึ้นตามวัย โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบผู้ป่วยอายุน้อยลงเรื่อย ๆ จากปัจจัยสิ่งแวดล้อม
- ประวัติครอบครัว: การมีญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือลูก) มีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือตรวจพบติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูง จะเพิ่มความเสี่ยงของบุคคลนั้นมากกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า
- ภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD): ผู้ป่วยที่เป็นโรค Crohn’s Disease หรือ Ulcerative Colitis มาเป็นเวลานานกว่า 8-10 ปี เซลล์เยื่อบุผิวที่อักเสบซ้ำ ๆ จะมีโอกาสเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งได้ในอนาคต
ปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมและการบริโภค (ควบคุมและป้องกันได้)
- การบริโภคอาหาร: การรับประทานเนื้อแดง (เนื้อวัว เนื้อหมู) และเนื้อแปรรูป (เบคอน ไส้กรอก แฮม) ในปริมาณสูง จะทำให้สารประกอบในกลุ่มไนโตรโซ (N-Nitroso Compounds: NOCs) ที่มากับอาหารแปรรูป และสารก่อมะเร็งจากการปิ้งย่าง (Heterocyclic Amines: HCAs และ Polycyclic Aromatic Hydrocarbons: PAHs) เข้าไปทำลายดีเอ็นเอของเซลล์ลำไส้โดยตรง
- อาหารที่มีกากใยต่ำ: กากใยอาหาร (Fiber) ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำและไม้กวาดในลำไส้ เมื่อเรากินผักผลไม้น้อย อุจจาระจะก้อนเล็กและเคลื่อนตัวช้าลง (Prolonged Transit Time) ดังนั้นการไม่รับประทานผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์ จะทำให้กากอาหารค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน และสัมผัสกับเซลล์ผนังลำไส้ (Colonocytes) นานขึ้น ทำให้เซลล์มีโอกาสดูดซึมสารพิษ และเกิดความเสียหายจนกลายพันธุ์ได้ง่ายขึ้น
- โรคอ้วนและภาวะดื้ออินซูลิน: ไขมันสะสมในช่องท้อง (Visceral Fat) จะหลั่งสารอักเสบเรื้อรัง (Cytokines) ออกมา กระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโต และแบ่งตัวเร็วขึ้น
- การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์: สารพิษจากบุหรี่ส่วนหนึ่งจะละลายในน้ำลายแล้วถูกกลืนลงสู่กระเพาะและลำไส้ นอกจากนี้ สารพิษยังดูดซึมเข้ากระแสเลือดไปทำลายดีเอ็นเอของเซลล์ลำไส้จากภายในได้ด้วย รวมถึงแอลกอฮอล์จะถูกเปลี่ยนเป็นสารอะเซทัลดีไฮด์ (Acetaldehyde) ซึ่งสารนี้จะทำลายเยื่อบุลำไส้ใหญ่โดยตรง

อาการมะเร็งลําไส้มีกี่ระยะ สังเกตอะไรบ้าง?
ในการวางแผนการรักษา แพทย์จำเป็นต้องทราบระยะที่แน่ชัด โดยอ้างอิงตามระบบ TNM Staging ซึ่งพิจารณาจาก
- ความลึกของก้อนเนื้อ (T-Tumor)
- การลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง (N-Node)
- การแพร่กระจายไปอวัยวะอื่น (M-Metastasis)
ซึ่งผนังลำไส้ใหญ่ของมนุษย์เรามีความหนาเป็นชั้น ๆ ได้แก่
- ชั้นเยื่อบุในสุด (Mucosa)
- ชั้นใต้เยื่อบุ (Submucosa)
- ชั้นกล้ามเนื้อ (Muscularis Propria)
- ชั้นเนื้อเยื่อหุ้มด้านนอก (Serosa)
การแบ่งระยะของโรคจึงจะต้องล้อไปตามระดับความลึกที่ก้อนเนื้อกัดเซาะลงไป
- ระยะที่ 0 (Carcinoma in Situ): เซลล์มะเร็งก่อตัวอยู่เพียงแค่ชั้นบนสุดของเยื่อบุผิว (Mucosa) ยังไม่ได้แทรกซึมผ่านชั้นฐานรองรับเซลล์ ถือเป็นระยะก่อนมะเร็งลุกลามที่หากตรวจเจอก็มีแนวโน้มที่มีแนวโน้มตอบสนองต่อการรักษาได้ดี
- ระยะที่ 1: เซลล์ร้ายเริ่มรุกรานลึกลงไปในชั้นใต้เยื่อบุ (Submucosa) หรืออาจลึกลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อหลักของลำไส้ใหญ่ (Muscularis Propria) แต่ตัวก้อนยังคงถูกจำกัดอยู่ภายในโครงสร้างผนังลำไส้ ยังไม่ทะลุออกไปข้างนอก และยังไม่มีการลุกลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง
- ระยะที่ 2: ก้อนมะเร็งโตหนาตัวและกัดเซาะทะลุชั้นกล้ามเนื้อออกไปจนถึงชั้นเนื้อเยื่อหุ้มด้านนอก (Serosa) หรือลุกลามเข้าสู่อวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่อยู่ข้างเคียงโดยรอบ แต่อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ผลการตรวจเนื้อเยื่อรอบ ๆ จะยังไม่พบเซลล์มะเร็งกระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง
- ระยะที่ 3: เซลล์มะเร็งแพร่กระจายเข้าไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เคียงกับลำไส้ใหญ่ (Regional Lymph Nodes) ตั้งแต่ 1 ต่อมขึ้นไป ระยะนี้จัดเป็นระยะลุกลาม
- ระยะที่ 4: ระยะแพร่กระจายอย่างสมบูรณ์ (Advanced/Metastatic Stage) เซลล์มะเร็งกระจายเข้าสู่ระบบน้ำเหลืองส่วนลึก แล้วไปฝังตัวเจริญเติบโตเป็นก้อนมะเร็งใหม่ในอวัยวะที่อยู่ห่างไกล โดยอวัยวะที่พบบ่อยที่สุดคือ ตับ (เนื่องจากเลือดจากลำไส้ทั้งหมดต้องผ่านระบบเส้นเลือดดำไปที่ตับ) รองลงมาคือ ปอด เยื่อบุช่องท้อง และกระดูก
เจาะลึกสัญญาณเตือนและอาการมะเร็งลําไส้ แต่ละระยะ
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ อาการมะเร็งลําไส้ ระยะแรกส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการเลยหรือแสดงอาการน้อยมากจนผู้ป่วยมองข้าม เนื่องจากลำไส้ใหญ่เป็นอวัยวะที่ยืดหยุ่นและกว้าง ก้อนเนื้อขนาดเล็กจึงไม่ส่งผลกระทบต่อการไหลผ่านของอุจจาระ แต่เมื่อโรคพัฒนาขึ้นอาการมะเร็งลําไส้ แต่ละระยะจะเริ่มเด่นชัด และรุนแรงขึ้นตามขนาดและตำแหน่งของรอยโรค
นอกจากนี้ อาการแสดงยังมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง มะเร็งลำไส้ฝั่งขวา (Ascending Colon) และ มะเร็งลำไส้ฝั่งซ้าย (Descending Colon & Rectum) เนื่องจากกายวิภาคศาสตร์ที่ต่างกัน
ตารางเปรียบเทียบกลไกที่ทำให้โรคมะเร็งลำไส้เกิดอาการแตกต่างกัน
| คุณลักษณะ | ลำไส้ฝั่งขวา (Ascending Colon) | ลำไส้ฝั่งซ้าย (Descending Colon & Rectum) |
| ขนาดของท่อลำไส้ | กว้างกว่า ยืดหยุ่นดี | แคบกว่า ยืดหยุ่นน้อย |
| สภาพของอุจจาระ | เป็นของเหลว/น้ำ | เป็นก้อนแข็ง |
| ลักษณะการโตของก้อน | ปุ่มแบน/นูน ยื่นออกข้างซอก | โตล้อมรอบท่อ (Apple-core lesion รอยโรคคล้ายแกนแอปเปิ้ลที่ถูกแทะเหลือแต่แกนตรงกลาง) |
| กลไกการเกิดโรค | เลือดออกแฝงเรื้อรัง | ท่อลำไส้แคบลง, ทางเดินอุจจาระอุดตัน |
| อาการแสดงหลัก | ซีด, โลหิตจาง, อ่อนเพลีย, น้ำหนักลด | ท้องผูก, อุจจาระลีบเล็ก, ถ่ายเป็นเลือดสด |
อาการมะเร็งลําไส้ ระยะแรก (ระยะที่ 0 – 1)
ในระยะนี้แทบไม่มีสัญญาณภายนอกปรากฏ ร่างกายยังคงทำงานปกติ สมรรถภาพร่างกายไม่ลดลง แต่หากสังเกตดี ๆ อาจมีอาการดังต่อไปนี้ครับ
- เลือดแฝงในอุจจาระ (Occult Blood): หนึ่งในสัญญาณที่อาจพบได้ การมีเม็ดเลือดแดงปริมาณน้อยมากหลุดออกมากับอุจจาระ เนื่องจากก้อนเนื้อขนาดเล็กไปเสียดสีกับกากอาหาร ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องอาศัยการตรวจทางเคมีในห้องปฏิบัติการเท่านั้น
- อาการระคายเคือง: ในผู้ป่วยบางรายที่มีความไวอาจรู้สึกท้องอืด ท้องเฟ้อเล็กน้อยหลังกินอาหาร ซึ่งมักถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารหรือโรคอาหารไม่ย่อย
อาการมะเร็งลําไส้ ระยะลุกลาม (ระยะที่ 2 – 3)
เมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้นจนปิดกั้นทางเดินของอุจจาระหรือเริ่มอักเสบ ผู้ป่วยจะเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนทางระบบขับถ่ายอย่างรุนแรง
- นิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไปถาวร (Change in Bowel Habits): เกิดอาการท้องผูกเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย โดยเป็นต่อเนื่องยาวนานเกิน 2-3 สัปดาห์ และอาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่หายขาด แม้จะทานยาระบายหรือปรับมาทานอาหารที่มีกากใยสูงแล้วก็ตาม
- อาการปวดเกร็งท้องและแน่นท้องรุนแรง: เกิดจากลำไส้ใหญ่พยายามบีบตัวอย่างรุนแรงเพื่อขับดันอุจจาระให้ผ่านช่องที่แคบลงจากก้อนเนื้อ ส่งผลให้เกิดอาการปวดบิดเกร็งบริเวณใต้สะดือหรือท้องน้อยปวด ๆ หาย ๆ ร่วมกับอาการท้องอืด แน่นท้อง มีลมแก๊สสะสมมากผิดปกติ
- ภาวะถ่ายไม่สุด (Tenesmus): โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากก้อนเนื้อตั้งอยู่บริเวณลำไส้ตรงใกล้ทวารหนัก ก้อนเนื้อจะไปกดทับเส้นประสาทรับความรู้สึก ทำให้สมองส่วนกลางเข้าใจผิดว่ามีอุจจาระค้างอยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วยจึงรู้สึกปวดเบ่ง อยากเข้าห้องน้ำอยู่เรื่อย ๆ แม้จะเพิ่งถ่ายเสร็จไปก็ตาม
- ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia): หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียเรื้อรัง ผิวพรรณดูซีดเซียว เล็บเปราะงอ เนื่องจากผิวของก้อนมะเร็งมีการฉีกขาด และมีเลือดออกซึมทีละน้อยทุกวันอย่างต่อเนื่อง
อาการมะเร็งลําไส้ ระยะแพร่กระจาย (ระยะที่ 4)
ระยะนี้ตัวโรคได้กระจายเข้าสู่ระบบทั่วร่างกาย ทำให้ระบบเผาผลาญล้มเหลว และเกิดอาการเฉพาะที่ในอวัยวะปลายทาง
- กลุ่มอาการผอมแห้งจากมะเร็ง (Cancer Cachexia): ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหารอย่างรุนแรง การรับรู้รสชาติอาหารเปลี่ยนไป ประกอบกับเซลล์มะเร็งหลั่งสารสื่ออักเสบที่สลายกล้ามเนื้อและไขมัน ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงฮวบฮาบ (เช่น ลดลงมากกว่า 5% ของน้ำหนักตัวภายใน 6 เดือน) โดยที่ไม่ได้คุมอาหาร
- ภาวะลำไส้อุดตันเฉียบพลัน (Bowel Obstruction): ก้อนเนื้อจะโตจนอุดตันทางเดินลำไส้ 100% ผู้ป่วยจะไม่สามารถถ่ายอุจจาระหรือผายลมได้เลย มีอาการอาเจียนรุนแรง ท้องอืด และปวดท้องรุนแรง

3 สัญญาณเตือน! ลักษณะอุจจาระมะเร็งลำไส้
1. ลีบแบนเป็นแท่งดินสอ (Pencil-thin Stool)
เกิดจากก้อนเนื้อมะเร็งโตเบียดพื้นที่ในลำไส้จนเหลือช่องแคบ ช่องนี้จะทำหน้าที่เหมือนแม่พิมพ์บีบอัดอุจจาระให้กลายเป็นเส้นเรียวยาวคล้ายแท่งดินสอ หากเป็นติดต่อกันเกิน 1-2 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์
2. ปนเลือดสดหรือมูกเลือดเหนียวข้น
เนื่องจากผิวก้อนมะเร็งมีความเปราะบางและเลือดมาเลี้ยงมาก เมื่ออุจจาระเคลื่อนผ่านจะเกิดการเสียดสีจนเลือดออก
- เลือดสีแดงสดเคลือบภายนอก: ก้อนเนื้ออยู่ส่วนปลาย (ใกล้ทวารหนัก) เลือดจึงออกใหม่ ๆ และไม่ผสมรวมกับอุจจาระ
- มูกเหนียวปนเลือดเก่า: ก้อนเนื้อมะเร็งบางชนิด (เช่น Mucinous Adenocarcinoma) หรือภาวะเยื่อบุลำไส้อักเสบเรื้อรังรอบก้อนเนื้อ จะกระตุ้นให้เซลล์หลั่งสารมูก (Mucus) ปริมาณมากออกมาเคลือบแผล เมื่อปนกับเลือดที่ออกเรื้อรังจึงกลายเป็นลักษณะเหลวข้นและมีสีแดงเข้ม
3. สีดำเข้มคล้ายยางมะตอย (Melena)
การมีรอยโรคที่ลำไส้ส่วนต้น (ฝั่งขวา) ก็สามารถทำให้อุจจาระเป็นสีดำหรือน้ำตาลเข้มจัดได้ เนื่องจากเลือดที่ซึมออกทีละน้อยต้องเดินทางผ่านลำไส้ใหญ่ที่ยาวมาก แบคทีเรียและน้ำย่อยในลำไส้จึงมีเวลามากพอในการทำลายเม็ดเลือดแดง และเปลี่ยนธาตุเหล็กให้กลายเป็นสารสีดำสนิทที่มีกลิ่นคาวรุนแรง
วางแผนรับมือมะเร็งอย่างอุ่นใจ ด้วย TTIB Cancer Care Shield
โรคมะเร็งเป็นความเสี่ยงที่ทุกคนไม่อาจคาดเดา นอกจากค่ารักษาทั่วไปแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าคีโม ภูมิคุ้มกันบำบัด หรือค่าเดินทางช่วงพักฟื้น ที่อาจสูงถึงหลักแสนหรือหลักล้าน การรับมือกับความเสี่ยงด้วยประกันเฉพาะโรคจึงเป็นตัวช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินที่ดีที่สุดครับ
TTIB Cancer Care Shield แผนประกัน “เจอ จ่าย จบ”
- รับเงินก้อนทันทีเต็มทุนที่เลือกซื้อไว้ สูงสุด 1,000,000 บาท: เมื่อตรวจพบมะเร็ง (ขึ้นอยู่กับแผนประกันที่เลือกซื้อ) นำไปบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ตามความเร่งด่วนทันที ไม่ต้องรอส่งใบเสร็จเบิกตามจ่ายจริง
- สมัครง่าย ไม่ต้องตรวจสุขภาพ: เพียงตอบคำถามสุขภาพ 1 ข้อตามความจริงในใบสมัคร ด้วยหลักสุจริตใจอย่างยิ่ง
- คุ้มครองแม้กลุ่มเสี่ยงสูง: เปิดรับประกันภัยแม้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง, สูบบุหรี่ หรือมีค่าดัชนีมวลกาย BMI เกินเกณฑ์
อย่าคิดว่าแค่ลำไส้แปรปรวน! ภัยเงียบจากมะเร็งลำไส้ที่ไม่ควรละเลย
ปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร และระบบขับถ่ายเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน จนอาจคิดว่าเป็นเพียงอาการลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS) ที่เกิดจากความเครียด พฤติกรรมการกินอาหาร หรือภาวะลำไส้ไวต่อสิ่งกระตุ้นทั่วไป
โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) และโรคมะเร็งลำไส้ สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องผูก หรือสลับกันระหว่างทั้งสองอย่างได้ รวมถึงอาการปวดหรือปวดเกร็งในช่องท้องอย่างต่อเนื่อง แต่ IBS ไม่ใช่โรคมะเร็ง และจะไม่กลายเป็นมะเร็งแม้จะมีประวัติเป็น ๆ หาย ๆ มานาน สิ่งที่ทำให้การรักษาล่าช้าคืออาการที่คล้ายกันมากในระยะเริ่มต้น จนทำให้เราชะล่าใจนการตรวจคัดกรอง
การละเลยอาการในช่วงแรกเริ่ม หรือการซื้อยาทานเองเพื่อบรรเทาอาการไปวัน ๆ อาจส่งผลให้สูญเสียโอกาสในการรักษาอย่างทันท่วงที หากมีอาการดังกล่าว ไม่ว่าจะเกิดจาก IBS หรือสัญญาณเตือนโรคมะเร็งก็ตาม เราควรตรวจคัดกรองให้ทราบแน่ชัดเพื่อวางแผนการรักษา เพราะแม้เป็นโรคมะเร็งลำไส้ แต่เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มีอัตราการรักษาที่ได้ผลดี ผู้ป่วยจึงมีโอกาสหายขาดสูง หากตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ที่นิยมในปัจจุบัน
- ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) วิธีมาตรฐานที่แพทย์ใช้ตรวจหาติ่งเนื้อหรือความผิดปกติในลำไส้ใหญ่ หากพบติ่งเนื้อสามารถตัดออกได้ทันที จึงช่วยป้องกันการพัฒนาเป็นมะเร็ง
- FIT test (Fecal Immunochemical Test) ตรวจหาเลือดปนในอุจจาระ แม้ในปริมาณเล็กน้อย เหมาะสำหรับการตรวจเบื้องต้นประจำปีเพราะเป็นการตรวจที่ทำได้ง่าย โดยหากผลผิดปกติจึงเข้าสู่ขั้นตอน Colonoscopy
- วิธีทางเลือกอื่น เช่น การตรวจ stool DNA, CT colonoscopy, Barium enema เป็นต้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับมะเร็งลำไส้
1. หากตรวจพบมะเร็งลำไส้ในระยะแพร่กระจาย (ระยะที่ 4) ยังมีโอกาสรักษาหายไหม?
แม้ว่าในระยะที่ 4 จะจัดเป็นระยะแพร่กระจายแล้ว แต่ด้วยนวัตกรรมการแพทย์ในปัจจุบัน เช่น ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) และยารักษาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ร่วมกับการผ่าตัด สามารถช่วยยืดอายุขัยของผู้ป่วยออกไปได้นานหลายปี โดยที่ผู้ป่วยยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ได้น่ากลัวเหมือนในอดีต
2. อาหารเสริมจำพวกดีท็อกซ์ (Detox) หรือไฟเบอร์สำเร็จรูป ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ได้หรือไม่?
อาหารเสริมไฟเบอร์อาจช่วยบรรเทาอาการท้องผูกชั่วคราว แต่ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ใดที่ยืนยันว่า สารสกัดดีท็อกซ์สำเร็จรูปสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การรับประทานใยอาหารธรรมชาติจากผัก ผลไม้ และธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole Grains) ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด ควบคู่ไปกับการลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยง อาหารหมักดอง ปิ้งย่างไหม้เกรียม อาหารไขมันสูง และเข้ารับการตรวจคัดกรองตามช่วงอายุที่เหมาะสม
สรุป
มะเร็งลําไส้ คือ โรคร้ายที่เป็นภัยเงียบ และมักเป็นอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ กวนใจสะสมที่เจ้าตัวมักละเลยการตรวจคัดกรอง ดังนั้นการหมั่นสังเกตร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการตรวจคัดกรองล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี หรือผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม (ครอบครัวใกล้ชิดมีประวัติโรคมะเร็ง) ไม่ควรรอจนกระทั่งร่างกายแสดงอาการผิดปกติเพราะอาจสายเกินไปในการวางแผนการรักษาครับ
สำหรับใครที่อยากเตรียมพร้อมด้านการวางแผนสุขภาพสำหรับโรคมะเร็งไว้ล่วงหน้า เบาใจค่าใช้จ่ายในระยะยาว ทักมาหานินนินและทีม TTIB เพื่อปรึกษาฟรีได้เลยครับ
- Facebook page: TT Insurance Broker
- Line official: @TTIB
- หมายเลขโทรศัพท์: 02-248-4848 วันจันทร์-ศุกร์ (เวลาทำการ 08.30 – 17.00 น.)
ที่มาข้อมูล