เมื่อพูดถึงการตรวจหาความผิดปกติภายในร่างกาย หลายคนเข้าใจดีว่ามีอยู่ด้วยกันหลายประเภท เพราะอาจคุ้นกับคำว่า X-Ray, Ultrasound, MRI, CT Scan หรือ PET Scan แต่ยังไม่แน่ใจว่าแต่ละวิธีแตกต่างกันอย่างไร และใช้ตรวจอะไรได้บ้าง
บทความนี้ นินนินจะพาไปรู้จักการถ่ายภาพวินิจฉัย (Diagnostic Imaging) แต่ละประเภท พร้อมข้อควรรู้ก่อนเข้ารับการตรวจ เพื่อให้เข้าใจว่าแต่ละวิธีใช้เทคโนโลยีและให้ข้อมูลแตกต่างกันอย่างไร เป็นข้อมูลเอาไว้เมื่อแพทย์สั่งหัตถการให้เรา จะได้เข้าใจว่าแพทย์กำลังวินิจฉัยในมุมมองไหนนะครับ
การถ่ายภาพวินิจฉัย (Diagnostic Imaging) คืออะไร?
การถ่ายภาพวินิจฉัย (Diagnostic Imaging) คือกระบวนการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อสร้างภาพอวัยวะและโครงสร้างภายในร่างกาย ช่วยให้แพทย์มองเห็นและประเมินความผิดปกติ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการวินิจฉัยและวางแผนการดูแลรักษา
ซึ่งการตรวจแต่ละประเภทใช้เทคโนโลยีแตกต่างกัน บางวิธีใช้รังสีเอกซ์ (X-Ray) บางวิธีใช้คลื่นเสียงหรือสนามแม่เหล็ก และบางวิธีใช้สารติดตามรังสีเพื่อแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของเนื้อเยื่อ โดยแพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามอาการ บริเวณที่ต้องการตรวจ และวัตถุประสงค์ในการตรวจ

การถ่ายภาพวินิจฉัยสำหรับสแกนร่างกายมีแบบไหนบ้าง?
ปัจจุบันการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพหลัก ๆ มี 5 ประเภท แต่ละประเภทใช้เทคโนโลยีและให้ข้อมูลสนับสนุนการวินิจฉัยที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. X-Ray
X-Ray (เอกซเรย์) คือ เทคนิคการถ่ายภาพทางการแพทย์ที่ใช้รังสีเอกซ์ผ่านร่างกายเพื่อสร้างภาพของโครงสร้างภายใน เช่น กระดูกและปอด ช่วยให้แพทย์มองเห็นและประเมินความผิดปกติ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการวินิจฉัยและวางแผนการดูแลรักษา
ข้อมูลที่ควรรู้
- เหมาะสำหรับ ตรวจบริเวณทรวงอกและโครงสร้างกระดูก
- จุดเด่น ตรวจได้รวดเร็วและเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย
2. Ultrasound
Ultrasound (อัลตราซาวด์) คือ การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงส่งผ่านหัวตรวจเข้าสู่ร่างกาย แล้วรับคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมาเพื่อสร้างเป็นภาพบนหน้าจอ ทำให้แพทย์สามารถเห็นโครงสร้างของอวัยวะและเนื้อเยื่อบางส่วนภายในร่างกายแบบเรียลไทม์ (บันทึก ประมวลผล และแสดงผลในทันที)
ข้อมูลที่ควรรู้
- เหมาะสำหรับ ตรวจอวัยวะและเนื้อเยื่อบางส่วน เช่น ช่องท้อง อุ้งเชิงกราน และหลอดเลือด
- จุดเด่น ไม่ใช้รังสี และสามารถแสดงภาพการเคลื่อนไหวของโครงสร้างบางส่วนแบบเรียลไทม์
3. MRI
MRI (Magnetic Resonance Imaging) คือ การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพที่ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุร่วมกับระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างภาพของอวัยวะและเนื้อเยื่อภายในร่างกาย จึงสามารถให้รายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อนได้ดี
ข้อมูลที่ควรรู้
- เหมาะสำหรับ ตรวจสมอง กระดูกสันหลัง ข้อต่อ เส้นเอ็น และอวัยวะภายในบางส่วน
- จุดเด่น ให้ภาพที่มีรายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อนได้ดี และสามารถสร้างภาพได้หลายระนาบ
4. CT Scan
CT Scan (Computed Tomography) คือ การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพที่ใช้รังสีเอกซ์หมุนรอบร่างกาย แล้วให้ระบบคอมพิวเตอร์สร้างภาพตัดขวางของอวัยวะและโครงสร้างภายในร่างกาย ช่วยให้แพทย์เห็นรายละเอียดของอวัยวะ กระดูก และหลอดเลือดได้มากกว่าการเอกซเรย์ทั่วไปในหลายกรณี
การตรวจ CT Scan บางประเภทอาจมีการใช้สารทึบรังสี (Contrast Agent) เพื่อช่วยให้เห็นบริเวณที่ต้องการตรวจชัดขึ้น โดยแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม
ข้อมูลที่ควรรู้
- เหมาะสำหรับ ตรวจสมอง ทรวงอก ช่องท้อง กระดูก และโครงสร้างภายในบริเวณอื่นที่ต้องการความละเอียดตามวัตถุประสงค์ของการตรวจ
- จุดเด่น ให้ภาพตัดขวางของร่างกายและสามารถนำข้อมูลไปสร้างภาพในรูปแบบ 3 มิติได้
5. PET Scan
PET Scan (Positron Emission Tomography) คือ การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ที่ใช้สารติดตามรังสี (Radiotracer) เพื่อสร้างภาพและแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของเซลล์และเนื้อเยื่อภายในร่างกาย
PET Scan มักใช้ร่วมกับ CT Scan เป็น PET/CT Scan เพื่อให้แพทย์มีทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของเนื้อเยื่อและภาพโครงสร้างภายในร่างกาย ซึ่งสามารถนำไปประกอบการประเมินโรคมะเร็งและโรคบางประเภทได้
ข้อมูลที่ควรรู้
- เหมาะสำหรับ ใช้ประกอบการประเมินโรคบางประเภท เช่น มะเร็ง ตามวัตถุประสงค์ของการตรวจและดุลยพินิจของแพทย์
- จุดเด่น ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานหรือการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีของเนื้อเยื่อ ซึ่งแตกต่างจากการตรวจที่เน้นภาพโครงสร้างเป็นหลัก

X-Ray, Ultrasound, MRI, CT Scan และ PET Scan ต่างกันอย่างไร?
แม้ทั้งหมดจะเป็นการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ แต่ใช้เทคโนโลยีและให้ข้อมูลแตกต่างกัน ดังนี้
| ประเภทการตรวจ | เทคโนโลยีที่ใช้ | ลักษณะข้อมูลที่ได้ | ตัวอย่างสิ่งที่ตรวจได้ |
|---|---|---|---|
| X-Ray | รังสีเอกซ์ | ภาพ 2 มิติ | กระดูก ปอด และทรวงอก |
| Ultrasound | คลื่นเสียงความถี่สูง | ภาพอวัยวะและเนื้อเยื่อบางส่วนแบบเรียลไทม์ | ช่องท้อง อุ้งเชิงกราน หลอดเลือด และอวัยวะบางส่วน |
| MRI | สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุ | ให้รายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อนได้ดี | สมอง ไขสันหลัง ข้อต่อ และอวัยวะภายในบางส่วน |
| CT Scan | รังสีเอกซ์และระบบคอมพิวเตอร์ | ภาพตัดขวาง และสามารถนำข้อมูลไปสร้างภาพ 3 มิติได้ | สมอง ทรวงอก ช่องท้อง กระดูก และหลอดเลือด |
| PET Scan | สารติดตามรังสี (Radiotracer) | แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานหรือการเผาผลาญของเนื้อเยื่อ | การทำงานของเนื้อเยื่อและเซลล์ในบริเวณที่ตรวจ |
ข้อควรรู้ก่อนเข้ารับการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพทางการแพทย์
การตรวจแต่ละประเภทมีข้อควรระวังแตกต่างกัน การแจ้งข้อมูลสุขภาพกับแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ก่อนตรวจจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาวะที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ อาทิ เด็ก และสตรีมีครรภ์
X-Ray และ CT Scan ใช้รังสีเอกซ์ หากกำลังตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ ควรแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับการตรวจ เพื่อให้พิจารณาความเหมาะสมและความปลอดภัย
MRI ไม่ใช้รังสีเอกซ์ แต่ใช้สนามแม่เหล็กที่มีความแรงสูง ผู้เข้ารับการตรวจจึงควรแจ้งเจ้าหน้าที่หากมีอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือโลหะอยู่ในร่างกาย รวมถึงเตรียมตัวตามคำแนะนำของสถานพยาบาลก่อนตรวจ
สำหรับการตรวจที่มีการใช้สารทึบรังสีหรือสารติดตามรังสี ควรสอบถามขั้นตอนและข้อควรปฏิบัติจากสถานพยาบาลก่อนเข้ารับการตรวจ

การถ่ายภาพวินิจฉัยเกี่ยวข้องกับการตรวจมะเร็งอย่างไร?
การถ่ายภาพวินิจฉัยโรคอาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจและประเมินมะเร็ง โดยช่วยให้แพทย์เห็นตำแหน่งและลักษณะของความผิดปกติ รวมถึงใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของโรคในบางกรณี
อย่างไรก็ตาม การตรวจด้วยภาพเพียงอย่างเดียวไม่ได้สามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคมะเร็งได้ในทุกกรณี หากพบความผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณาการตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการวินิจฉัย โดยในบางกรณีอาจมีการตรวจชิ้นเนื้อร่วมด้วย
ดังนั้น หากได้รับคำแนะนำให้เข้ารับการตรวจ X-Ray, MRI, CT Scan หรือ PET Scan ไม่ควรสรุปผลด้วยตัวเอง แต่ควรรอการประเมินจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญแบบองค์รวมดีกว่าครับ
การถ่ายภาพวินิจฉัยต่างจากการตรวจชิ้นเนื้ออย่างไร?
- การถ่ายภาพวินิจฉัย ช่วยสร้างภาพของอวัยวะหรือโครงสร้างภายในร่างกาย เพื่อให้แพทย์เห็นความผิดปกติและนำข้อมูลไปประกอบการประเมิน
- การตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) เป็นการนำตัวอย่างเซลล์หรือเนื้อเยื่อไปตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อดูว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่
การวินิจฉัยมะเร็งจึงไม่ได้อาศัยการตรวจเพียงอย่างเดียวเสมอไป แต่แพทย์จะพิจารณาข้อมูลจากประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย การตรวจภาพ และการตรวจอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
ค่าใช้จ่ายในการตรวจวินิจฉัยมะเร็งมีอะไรบ้าง?
ค่าใช้จ่ายในการตรวจขึ้นอยู่กับประเภทของการตรวจ บริเวณที่ตรวจ สถานพยาบาล และขั้นตอนเพิ่มเติมที่อาจจำเป็น เช่น การใช้สารทึบรังสีหรือสารติดตามรังสี
ดังนั้น หากแพทย์แนะนำให้เข้ารับการตรวจ ควรสอบถามรายละเอียดและค่าใช้จ่ายกับสถานพยาบาลโดยตรง รวมถึงตรวจสอบสิทธิ เงื่อนไขหรือความคุ้มครองจากประกันสุขภาพหรือผลประโยชน์ความคุ้มครองจากประกันมะเร็งที่มีอยู่ควบคู่ไปด้วย
การบริหารความเสี่ยงด้วยการวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายล่วงหน้าจึงเป็นอีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ เพราะการดูแลโรคมะเร็งอาจเกี่ยวข้องกับการตรวจและการรักษาหลายขั้นตอน
การวางแผนค่าใช้จ่ายเมื่อต้องตรวจและรักษาโรคร้ายแรง
การตรวจวินิจฉัยเชิงลึกอย่าง MRI, CT Scan หรือ PET Scan รวมถึงการตรวจชิ้นเนื้อ อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และหากตรวจพบโรคมะเร็ง ก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษาและดูแลต่อเนื่องตามมา การเตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านการเงินไว้ล่วงหน้าจึงเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
สำหรับใครที่อยากเตรียมพร้อมและวางแผนรับมือความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่าย นินนินขอแนะนำอีกหนึ่งทางเลือกอย่างแผนประกันโรคมะเร็ง TTIB Cancer Care Shield ที่ให้ความคุ้มครองในรูปแบบเงินก้อน เจอ จ่าย จบเต็มทุน ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
- เจอ จ่าย จบเต็มทุน: เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตามเงื่อนไขกรมธรรม์ รับเงินก้อนตามทุนประกันที่เลือกไว้ สูงสุด 1 ล้านบาท
- คุ้มครองมะเร็งตามเงื่อนไขกรมธรรม์: ให้ความคุ้มครองโรคมะเร็งตามรายละเอียดที่กำหนดในกรมธรรม์
- ไม่ต้องตรวจสุขภาพ: สมัครได้โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ แต่ต้องตอบคำถามสุขภาพในใบสมัครตามความเป็นจริงและเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด
- เบี้ยประกันคงที่ตามอายุแรกเข้า: ช่วยให้วางแผนค่าใช้จ่ายด้านประกันได้ง่ายขึ้น โดยเบี้ยไม่ปรับเพิ่มตามอายุ
- คุ้มครองต่อเนื่อง: สามารถต่ออายุสัญญาได้ตามเงื่อนไข สูงสุดถึงอายุ 70 ปี
ทั้งนี้ รายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขการรับประกัน และการจ่ายผลประโยชน์เป็นไปตามที่กำหนดในกรมธรรม์ ผู้ซื้อต้องศึกษาเงื่อนไขก่อนทำประกันภัยทุกครั้ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการถ่ายภาพวินิจฉัย (FAQs)
การถ่ายภาพวินิจฉัยต้องเตรียมตัวอย่างไร?
การเตรียมตัวขึ้นอยู่กับประเภทของการตรวจ บางการตรวจอาจต้องงดอาหาร งดน้ำ หรือเตรียมร่างกายเป็นพิเศษ ขณะที่บางการตรวจไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวมาก ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือสถานพยาบาลก่อนเข้ารับการตรวจ
การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพแบบไหนไม่มีรังสี?
Ultrasound และ MRI ไม่ใช้รังสีเอกซ์ในการสร้างภาพ ส่วน X-Ray และ CT Scan ใช้รังสีเอกซ์ ขณะที่ PET Scan ใช้สารติดตามรังสีเพื่อสร้างภาพ ดังนั้นรายละเอียดและข้อควรระวังของแต่ละการตรวจจึงแตกต่างกัน
หากตรวจพบความผิดปกติจากภาพ แปลว่าเป็นมะเร็งหรือไม่?
ไม่เสมอไป ภาพจากการตรวจอาจแสดงความผิดปกติได้หลายลักษณะ และไม่สามารถใช้ยืนยันมะเร็งได้ในทุกกรณี เพราะความผิดปกติ อาทิ เนื้องอก มีทั้งชนิดปกติและชนิดเนื้อร้าย แพทย์จะพิจารณาผลตรวจร่วมกับประวัติ อาการ และการตรวจอื่น ๆ ก่อนสรุปการวินิจฉัยครับ
สรุป
การถ่ายภาพวินิจฉัย (Diagnostic Imaging) เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจที่ช่วยให้แพทย์เห็นอวัยวะและโครงสร้างภายในร่างกายเพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค โดยแต่ละวิธีไม่ว่าจะเป็น X-Ray, Ultrasound, MRI, CT Scan และ PET Scan ใช้เทคโนโลยีและให้ข้อมูลแตกต่างกัน ค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันไปตามความซับซ้อนเช่นกันครับ ดังนั้น การเลือกตรวจจึงขึ้นอยู่กับอาการ จุดประสงค์ของการตรวจ และดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก
หากต้องการเตรียมความพร้อมด้านการเงินและวางแผนบริหารความเสี่ยง มองหาแผนความคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาโรคมะเร็งล่วงหน้า สามารถปรึกษานินนินและผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจาก TTIB ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
- Facebook page: TT Insurance Broker
- Line official: @TTIB
- หมายเลขโทรศัพท์: 02-248-4848 (จันทร์-ศุกร์ 08.30 – 17.00 น.)
ที่มาข้อมูล
- คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
- ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
- การบริการตรวจอวัยวะภายในด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound)
- การบริการตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพจากสนามแม่เหล็ก (Magnetic Resonance Imaging, MRI)
- สาขาวิชาเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
NinNin HealthBuddy ความรู้สุขภาพ