เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว ผู้ขับขี่รถยนต์อาจเลี่ยงไม่ได้กับสถานการณ์น้ำท่วมขังบนผิวจราจรในบางพื้นที่ หลายครั้งต้องตัดใจขับรถฝ่าน้ำท่วมเพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งหากน้ำท่วมขังในระดับที่ไม่สูงมากโดยประเมินเบื้องต้นระดับน้ำจากพื้นถนนสูงไม่เกิน 30 เซนติเมตร หรือครึ่งล้อรถยนต์ (หรือสังเกตว่าไม่เกิน footpath ทางเท้า) อาจไม่ส่งผลเสียอะไรต่อการขับขี่หรือตัวรถ แต่หากระดับน้ำสูงหรือขับฝ่าน้ำท่วมเป็นระยะทางไกลๆ จะส่งผลเสียได้มากกว่าที่คิดครับ
บทความนี้นินนินขอแบ่งปันสาระน่ารู้มาฝากกันครับ เมื่อขับรถฝ่าน้ำท่วมจะส่งผลเสียอย่างไรต่อเครื่องยนต์ของรถเราบ้าง และในสถานการณ์ที่จำเป็นจะต้องขับรถลุยน้ำไปจริง ๆ เราจะมีวิธีการรับมือ-แก้ไขได้อย่างไรได้บ้าง

1. อันตรายต่อการขับขี่-ประสิทธิภาพเบรคลดลง: เมื่อรถอยู่ภายใต้สภาวะน้ำท่วม ประสิทธิภาพการทำงานของเบรคจะต่ำลง ทำให้เบรคไม่ค่อยอยู่ รวมถึงตัวล้อรถที่อาจไม่เกาะถนนเท่าที่ควร ผู้ขับขี่ควรขับช้าๆ และรักษาระยะห่างระหว่างรถให้มากกว่าเดิม 2-3 เท่า เพื่อความปลอดภัยต่อรถของท่านและคันอื่นๆ ที่ควบคุมการขับขี่ได้ยากกว่าสถานการณ์ปกติ
วิธีรับมือ :
- ขับช้าๆ ชะลอความเร็ว โดยเฉพาะเมื่อสวนกัน
- เมื่อผ่านจุดน้ำท่วมขังแล้วควรเหยียบย้ำเบรคหลายๆ ครั้งเพื่อให้จานเบรคหรือดรัมเบรคอยู่ในสภาพปกติก่อนที่จะขับต่อ
2. เครื่องยนต์-ระบบไฟฟ้าน้ำเข้า: หากขับรถลุยน้ำท่วมในระดับที่น้ำท่วมสูงเข้ามาบริเวณเครื่องยนต์แล้วไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน น้ำอาจเข้าผ่านท่อดูดอากาศไอดี ไปยังห้องเผาไหม้ ซึ่งจะทำให้เครื่องดับ และอาจส่งผลไปยังชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ อย่าง ลูกสูบ, ก้านสูบ, เสื้อสูบเครื่องยนต์, หม้อน้ำ, หัวเทียน, ปะเก็นฝาสูบ, วาล์ว รวมไปถึงกล่อง ECU และระบบไฟฟ้าในรถ ซึ่งอาจทำให้การควบคุมการทำงานของรถยนต์ผิดปกติ
วิธีรับมือ :
- หากจำเป็นต้องขับฝ่าน้ำท่วมควรปิดแอร์ เพราะใบพัดจะวิดเอาน้ำท่วมขังเข้ามาในห้องเครื่องยนต์ หรือขยะเข้ามาติดในห้องเครื่อง
- หากระหว่างขับขี่ฝ่าน้ำท่วมสูงแล้วเครื่องยนต์ดับ ผู้ขับขี่ไม่ควรพยายามสตาร์ทรถใหม่ เพราะน้ำจะยิ่งเข้าไปยังเครื่องยนต์จนเกิดความเสียหาย และการเร่งรอบสูงๆ ทำให้ห้องเครื่องมีอุณหภูมิสูงขึ้น
- หากรถดับควรเข็นรถเข้าข้างทางหรือพื้นที่สูง เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้คลื่นน้ำที่เกิดจากรถยนต์คันอื่นไหลเข้ารถ และยกรถไปยังอู่หรือศูนย์บริการเพื่อไล่ความชื้นออกจากเครื่องยนต์ รวมถึงเปลี่ยนชิ้นส่วนหรือของเหลวภายในรถ

3. ความเสียหายในห้องโดยสารและต่อการทำงานของถุงลม: น้ำท่วมอาจเข้ามาที่พื้นรถได้ตามรอยต่อต่างๆ ไม่ควรทิ้งให้น้ำขังอยู่ภายในรถ และควรนำพรมปูพื้นออกหากด้านใต้พรมมีน้ำแฉะ ควรดูดหรือเช็ดน้ำออกให้แห้ง และเช็คระบบถุงลมนิรภัยที่รถบางรุ่นอยู่ใต้เบาะ ถุงลมควรดูแลไม่ให้มีความชื้น ไม่เช่นนั้นจะทำงานผิดปกติและเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินถุงลมนิรภัยอาจไม่สามารถทำงาน 100% และเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน
วิธีรับมือ :
- ดูดซับน้ำให้แห้ง จอดรถตากแดด-ที่อากาศถ่ายเทสะดวก โดยเปิดฝากระโปรงรถ เปิดประตู เพื่อไล่ความชื้นออกจากรถให้เร็วที่สุด
สำหรับรถที่ขับฝ่าน้ำท่วม หรือรถจอดทิ้งไว้แล้วน้ำเข้ารถ นอกจากตรวจเช็คเบื้องต้นด้วยตนเองแล้ว ควรนำรถไปที่ศูนย์หรืออู่ซ่อมเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเช็คโดยละเอียด จะได้เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยในการขับขี่ ซึ่งหากท่านมีประกันภัยรถยนต์สามารถตรวจสอบเงื่อนไข หรือปรึกษาเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ ความคุ้มครองกรณีน้ำท่วมมักระบุไว้เป็นความคุ้มครองจากภัยธรรมชาติ ทั้งนี้ความคุ้มครองเป็นไปตามเงื่อนไขและทุนประกันของบริษัทประกันที่ท่านทำเอาไว้
สนใจทำประกันรถยนต์-สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยรถยนต์ของTT Insurance Broker ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ ช่องทางการติดต่อ Facebook page: TT Insurance Broker, Line official: @TTIB, www.ttib.co.th หรือโทรหมายเลขโทรศัพท์ 02-248-4848 วันจันทร์-ศุกร์ ในเวลาทำการ 08.30-17.00 น.
NinNin HealthBuddy ความรู้สุขภาพ