ระหว่างที่กำลังขับรถนอกจากมองถนนและรถข้าง ๆ แล้ว สัญลักษณ์หน้าปัดรถยนต์ก็เป็นสิ่งต้องควรตรวจเช็กอยู่เป็นประจำ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ บทความนี้ “นินนิน” จะมาอธิบายทุกคนว่าแต่ละสัญลักษณ์ มีความหมายอย่างไร แจ้งเตือนว่าอะไร ไปจนถึงสีที่แสดงบนหน้าปัด เพื่อน ๆ จะได้ตรวจเช็กและซ่อมแซมได้ทันเวลา หากเกิดปัญหาขึ้นครับ
ไฟหน้าปัดรถยนต์แต่ละสีหมายถึงอะไร
ก่อนจะไปดูว่าความหมายของสัญลักษณ์แต่ละอัน ไฟเตือนแต่ละสีเป็นการแจ้งเตือนระดับความอันตรายที่แตกต่างกันไปด้วยครับ โดยมีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีแดง สีเหลือง และสีเขียวครับ
ไฟสีแดง ต้องหยุดการขับขี่โดยทันที
หากไฟหน้าปัดรถยนต์ขึ้นเป็นสีแดง จะต้องหยุดขับรถและจอดโดยทันที เพื่อความปลอดภัยต่อรถและผู้ขับขี่ เพราะนั่นหมายความว่าระบบหรืออุปกรณ์ในรถยนต์เกิดความเสียหาย หรือทำงานผิดปกติ
ไฟสีเหลือง มีสิ่งผิดปกติ เตือนให้ตรวจสอบ
ไฟสีเหลืองหมายความว่าอุปกรณ์บางอย่างมีปัญหา แต่ยังสามารถขับขี่ต่อไปได้อยู่ นินนินว่าให้รีบขับไปยังอู่หรือศูนย์รถยนต์ที่ใกล้ที่สุด เพื่อให้ช่างตรวจสอบโดยเร็วที่สุด
ไฟสีเขียว อุปกรณ์กำลังทำงานอยู่
ไฟสีเขียว แปลว่ารถยนต์สามารถใช้งานได้ตามปกติ หรือระบบกำลังทำงานอยู่ขณะที่ขับขี่ครับ
รวมให้แล้ว! 25 สัญลักษณ์แจ้งเตือนหน้าปัดรถยนต์พร้อมความหมาย
นินนินได้รวบรวมสัญลักษณ์ไฟรถยนต์ทั้งหมด 25 อันด้วยกัน แต่ละอันมีความหมายว่าอะไร สัญลักษณ์ไหนแปลว่าอันตราย แบบไหนแปลว่าไปต่อได้ มาดูกันเลยครับ

1. พวงมาลัยทำงานผิดปกติ
หากสัญลักษณ์พวงมาลัยขึ้นสีแดง แปลว่าระบบพวงมาลัยไฟฟ้าของรถมีปัญหา คนขับจะรู้สึกว่าพวงมาลัยหนักขึ้นหรือเลี้ยวยากกว่าปกติ
2. ไฟเตือนระบบเบรกมือ
เบรกมือค้างอยู่ ลืมปลดเบรกมือ หรือระดับน้ำมันเบรกต่ำกว่าปกติ ควรจอดรถและตรวจเช็กโดยด่วน
3. ระดับน้ำมันเครื่องต่ำ
ระดับน้ำมันเครื่องต่ำมาก จนอาจเกิดความเสียหายแก่เครื่องยนต์ และควรตรวจเช็กด้วยว่ามีการรั่วซึมหรือเปล่า หากมีน้ำมันเครื่องหยดใต้ท้องรถ แสดงว่าปะเก็นหรือซีลยางเสื่อมสภาพครับ
4. สัญญาณเตือนพวงมาลัยล็อก
อาจเกิดจากระบบความปลอดภัยของรถยนต์ ชิ้นส่วนพวงมาลัยเสียหาย หรือแร็คพวงมาลัยเสื่อม หากไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง ให้ติดต่อหาศูนย์บริการใกล้เคียง
5. ไฟเตือนตรวจสอบแบตเตอรี่รถยนต์
สัญลักษณ์หน้าปัดรถยนต์นี้มีหลากหลายความหมาย ได้แก่ แบตเตอรี่หมด ไดชาร์จเสีย หรือระบบไฟฟ้าในแบตเตอรี่มีปัญหา แนะนำให้ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น แอร์ วิทยุ เพื่อประหยัดไฟ และนำรถเข้าศูนย์เพื่อตรวจสอบครับ
6. ไฟเตือนอุณหภูมิเครื่องยนต์
หม้อน้ำมีความร้อนสูง จากการใช้งานหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรจอดและรอให้หม้อน้ำเย็นลง หรือน้ำในหม้อน้ำกำลังจะหมด
7. ระบบเบรก ABS ขัดข้อง
เซนเซอร์หรือสายไฟในระบบเบรก ABS เกิดการขัดข้อง ทำให้ระบบป้องกันล้อล็อกมีปัญหา ดังนั้น ควรตั้งสติ ลดความเร็ว และหลีกเลี่ยงการเบรกแบบกะทันหันครับ
8. ระบบถุงลมนิรภัยมีปัญหา
ระบบถุงลมนิรภัยจะไม่ทำงาน หากเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
9. ไฟเตือนเข็มขัดนิรภัย
ผู้ที่นั่งเบาะคนขับและเบาะนั่งด้านหน้าไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย โดยรถยนต์ส่งเสียงดังเป็นระยะจนกว่าจะคาดเข็มขัด

10. ไฟเตือนประตูรถ
ประตูรถยนต์ปิดไม่สนิท แนะนำให้เช็กทุกประตู เพื่อความปลอดภัย
11. ไฟเตือนกระโปรงรถหลัง
เกิดจากปิดฝากระโปรงรถหลังไม่สนิท ควรจอดข้างทางและปิดให้สนิททันที
12. ไฟเตือนน้ำมันใกล้หมด
เตือนว่าระดับน้ำมันในถังเหลือน้อยกว่า 10% ซึ่งยังคงจะขับรถต่อได้อีกสักพัก แต่ทางที่ดีควรมองหาปั๊มใกล้ ๆ และเติมน้ำมันทันที
13. เครื่องยนต์หรือระบบไฟฟ้าทำงานผิดปกติ
เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น หัวเทียนเสีย ออกซิเจนเซนเซอร์เสีย เซนเซอร์วัดมวลอากาศเสีย และอีกมากมาย ควรให้นำรถไปให้ช่างตรวจสอบ เพื่อหาสาเหตุได้อย่างตรงจุด
14. ระบบทรงตัวรถมีปัญหา
สัญลักษณ์หน้าปัดรถยนต์รูปรถและมีเส้นโค้ง แปลว่า รถของคุณกำลังสูญเสียการทรงตัว มักจะแสดงขึ้นมาในช่วงที่ฝนตก ถนนลื่น เพื่อเตือนคนขับรถระมัดระวังในการขับขี่ และไฟจะหายไปเมื่อรถกลับมาทรงตัวได้ปกติครับ
15. ไฟเตือนลมยางอ่อน
สัญญาณเตือนว่าเจ้าของรถยนต์ควรตรวจเช็กลมยาง เพราะมีระดับลมต่ำกว่าปกติ หรือลมยางรั่ว
16. สัญลักษณ์เตือนไฟหมอกหลัง
เป็นสัญลักษณ์ไฟรถยนต์เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ไฟตัดหมอกหลังกำลังทำงานอยู่ ซึ่งหากไม่ใช่ขับผ่านในจุดที่หมอกหนาก็ควรปิด เพราะแสงตัดหมอกจะสว่างจ้ามาก ๆ และเป็นอันตรายต่อรถคันหลัง
17. ไฟเตือนระดับน้ำในที่ปัดน้ำฝนต่ำ
ระดับน้ำในที่ปัดน้ำฝนต่ำกว่ามาตรฐาน ควรหาน้ำสะอาดเติม เพื่อให้ใช้งานได้อย่างสะดวก

18. สัญลักษณ์ผ้าเบรกบาง
ผ้าเบรกบางหรือผ้าเบรกใกล้หมด ควรเปลี่ยนใหม่ทันที ซึ่งขณะที่ขับรถอาจจะมีสัญญาณอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ต้องเหยียบเบรกลึกกว่าปกติ ดึงเบรกมือสูงขึ้น หรือมีเสียงดังขณะเบรกครับ
19. ไฟเตือนระบบไล่ฝ้ากระจกหลังทำงาน
แจ้งเตือนคนขับว่าระบบไล่ฝ้ากระจกหลังกำลังเปิดใช้งาน เนื่องจากการไล่ฝ้าต้องใช้ความร้อนสูง หากใช้งานเสร็จแล้วควรปิดทันที เพื่อไม่ให้กระจกหลังแตกจากความร้อน
20. ไฟเตือน DPF
เตือนว่า DPF หรือระบบกรองฝุ่นละอองในท่อไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซลมีปัญหา หรือจะสังเกตจากควันรถเป็นสีดำ ขับรถแล้วรู้สึกสะดุด
21. ไฟหัวเผาเครื่องยนต์ดีเซลทำงาน
เป็นสัญลักษณ์หน้าปัดรถยนต์ดีเซล ขึ้นเตือนว่าหัวเผากำลังทำความร้อนก่อนสตาร์ท คนขับควรรอให้สัญญาณไฟนี้ดับก่อน จึงค่อยบิดกุญแจเพื่อสตาร์ทรถ
22. สัญลักษณ์เหยียบเบรกก่อนสตาร์ท
สำหรับแจ้งให้คนขับทราบว่าต้องเหยียบเบรกก่อนสตาร์ทรถ มักจะพบในรถยนต์เกียร์ออโต้
23. สัญลักษณ์ไฟรถยนต์เลี้ยว
ไฟเลี้ยวกำลังทำงานอยู่ อย่าลืมเปิดก่อนเลี้ยวประมาณ 40 เมตร และปิดหลังเลี้ยวเสร็จด้วยนะครับ
24. สัญลักษณ์เปิดไฟสูง
แจ้งเตือนคนขับว่าขณะนี้กำลังเปิดไฟสูงอยู่ ควรใช้เฉพาะขับรถในทางมืด และไม่มีรถยนต์สวนทางเท่านั้น
25. สัญลักษณ์เปิดไฟหรี่
ไฟหรี่กำลังเปิดใช้งาน ควรเปิดในช่วงใกล้ค่ำ หรือพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน
สรุป
การรู้จักสัญลักษณ์หน้าปัดรถยนต์เหล่านี้ไว้ก่อน จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณไปได้อีกระดับ ลองคิดดูว่าถ้าเราไม่เข้าใจความหมายของสัญลักษณ์แจ้งเตือนเหล่านี้เลย แล้วแก้ไขไม่ตรงจุด อาจเกิดความเสียหายที่มากกว่ารถยนต์พัง หรืออันตรายถึงชีวิตนะครับ
ปลอดภัยไว้ก่อนดีที่สุด สนใจสอบถามเบี้ยประกันรถยนต์ หรือความคุ้มครอง ติดต่อสอบถามได้ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยรถยนต์ของ TT Insurance Broker โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ที่ช่องทางการติดต่อ
- Facebook page: TT Insurance Broker
- Line official: @TTIB
- หมายเลขโทรศัพท์: 02-248-4848 วันจันทร์-ศุกร์ (เวลาทำการ 08.30 – 17.00 น.)