ภาษาไทย

/

รย.1 รย.2 คืออะไร และต่างกันยังอย่างไร

รถจดทะเบียนมีกี่แบบ? รย. 1 รย. 2 คืออะไร? คลายสงสัยตรงนี้!

รย.คืออะไร? เลข รย. สำคัญอย่างไร?

รย.1 รย.2 คืออะไร รย.2 และ รย.3 ต่างกันตรงไหน เคยสงสัยกันไหมครับ?

ตามกฎหมายแล้ว รถทุกคันต้องมีการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เป็นรหัส “รย.ตามด้วยตัวเลข” นั่นก็คือการระบุประเภทรถอย่างเป็นทางการตามการขึ้นทะเบียนนั่นเองครับ รหัส รย. จะแตกต่างกันไปตามประเภทของรถและการใช้งาน

ความสำคัญของรหัส รย. คือทำให้เรารู้ว่ารถคันชี้มีการใช้งานแบบไหน จดทะเบียนตรงประเภทหรือเปล่า ซึ่งจะมีผลต่ออัตราภาษีรถยนต์ รวมไปถึงการซื้อ พ.ร.บ. รถยนต์ และประกันรถยนต์ภาคสมัครใจให้ถูกต้องตามประเภทของรถด้วยครับ อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าการจดทะเบียนเป็นไปตามลักษณะรถและรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน ตามพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ล้อเลื่อน พ.ศ. 2473 ซึ่งนอกจาก รย.1 และ รย.2 ที่เป็นรถเก๋งรถกระบะที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายและเราคุ้นชินกัน จริง ๆ แล้ว การจดทะเบียนในประเทศไทยมีทั้งหมดถึง 17 ประเภทด้วยกัน ล่าสุดอัปเดตปี 2569 คือมี รย. 18 เพิ่มเข้ามาแล้ว เพื่อปรับให้เข้ากับบริบทของสังคมตอนนี้ที่มีรถโดยสารสาธารณะที่หลากหลายกว่าเดิม ทำให้ตอนนี้ประเทศไทยเรามี รย. รถ 1-18 แล้วนะครับ ไปอัปเดตกันดีกว่าว่าเป็นรถประเภทไหนบ้าง ไปกันเลยคร้าบ

อ่านเพิ่มเติม บทความวิ่งงานต้องรู้ 

รถจดทะเบียนมีกี่ประเภท (รหัส รย.) และมีอะไรบ้าง

เราอาจจะคุ้นหูกับ รย.1 รย. 2 และ รย.3 เป็นหลัก เพราะเป็นรหัสรถที่เป็นที่นิยมแพร่หลาย คือรถยนต์นั่ง (ที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่า รถเก๋ง) และรถยนต์บรรทุก (รถกระบะ) นั่นเอง แต่ทราบไหมครับว่ายังมีรถประเภทที่เราไม่รู้จักอีกเยอะมาก เพราะอย่างที่บอกว่า ปี 2569 ตอนนี้รหัส รย. ในประเทศไทยมีถึง 18 ประเภทแล้ว เราไปดูกันครับว่ารถแต่ละประเภท ทางกรมขนส่ง ฯ เขาระบุการใช้งานไว้ว่าเป็นอะไรกันบ้าง

1. รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รย.1) 

รถที่ต้องมีขนาดกว้างไม่เกิน 2.50 เมตร ยาวไม่เกิน 12 เมตร เช่น เก๋งตอนเดียว เก๋งสองตอน เก๋งสามตอน ประทุนสองตอน ตู้นั่งสามตอน เป็นต้น 

ตัวอย่างรถ รย.1

2. รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน (รย.2) 

รถที่ต้องมีขนาดกว้างไม่เกิน 2.50 เมตร ยาวไม่เกิน 12 เมตร ความยาวของตัวถังวัดจากศูนย์กลางเพลาล้อหลังถึงท้ายรถไม่เกิน 2 ใน 3 ของความยาว (สามารถวัดจากศูนย์กลางเพลาล้อและหน้าถึงศูนย์กลางเพลาล้อหลัง) เช่น เก๋งสามตอน เก๋งสามตอนแวน นั่งสองตอนสองแถว ตู้นั่งสี่ตอน เป็นต้น 

ตัวอย่างรถ รย.2

3. รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รย.3) 

รถที่ต้องมีขนาดกว้างไม่เกิน 2.50 เมตร และยาวไม่เกิน 12 เมตร รวมถึงความยาวของตัวถังวัดจากศูนย์กลางเพลาล้อหลังถึงท้ายรถต้องไม่เกิน 3 ใน 5 (สามารถความยาววัดจาก ศูนย์กลางเพลาล้อหน้าถึงศูนย์กลางเพลาล้อหลัง) เช่น เก๋งทึบบรรทุก กระบะบรรทุกพื้นเรียบ กระบะบรรทุก (ไม่มีหลังคา) กระบะบรรทุก (มีหลังคา) เป็นต้น 

ตัวอย่างรถ รย.3

4. รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล (รย.4) 

ขนาดของรถต้องมีขนาดความกว้างไม่เกิน 1.50 เมตร และยาวไม่เกิน 4 เมตร ส่วนในเรื่องของเครื่องยนต์ต้องมีความจุในกระบอกสูบรวมกันไม่เกิน 550 ลูกบาศก์เซนติเมตร เช่น ประทุนสองตอน ประทุนสามตอน ประทุนสองแถว เป็นต้น 

ตัวอย่างรถ รย.4

5. รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด (รย.5) 

รถเก๋งสองตอนไม่ต่ำกว่าสี่ประตู น้ำหนักรถไม่ต่ำกว่า 1,000 กิโลกรัม ขนาดกว้างไม่เกิน 2.50 เมตร และยาวไม่เกิน 6 เมตร เครื่องยนต์ต้องมีความจุในกระบอกสูบรวมกันไม่ต่ำกว่า 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ห้ามรับจ้างบรรทุกคนโดยสารเกินเจ็ดคน เช่น เก๋งสองตอน เก๋งสองตอนแวน เก๋งสามตอน เก๋งสามตอนแวน นั่งสองตอน เป็นต้น 

ตัวอย่างรถ รย.5

6. รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน (รย.6) 

รถเก๋งสองตอนไม่ต่ำกว่าสี่ประตู ขนาดกว้างไม่เกิน 2.50 เมตร และยาวไม่เกิน 6 เมตร เครื่องยนต์ต้องมีความจุในกระบอกสูบรวมกันตั้งแต่ 1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไป และมีข้อกำหนดเรื่องระบบควบคุมรถ และการใช้วัสดุบัง ปิด หรือกรองแสงกระจก ตัวอย่างรถประเภท รย.6 ได้แก่ เก๋งสองตอน เก๋งสองตอนแวน เก๋งสามตอน เก๋งสามตอนแวน เป็นต้น 

ตัวอย่างรถ รย.6

7. รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง (รย.7) 

รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง ต้องมีลักษณะเป็นรถสองตอน มีความกว้างของไม่เกิน 1.50 เมตร ยาวไม่เกิน 4 เมตร และมีมากกว่าสองประตู เช่น นั่งสองตอน 

ตัวอย่างรถ รย.7

8. รถยนต์รับจ้างสามล้อ (รย.8) 

รถรับจ้างสามล้อแบบเปิดประทุนที่นั่ง 2 ตอน หรือ 2 แถว รถต้องมีขนาดกว้างไม่เกิน 1.50 เมตร และยาวไม่เกิน 4 เมตร เช่น ประทุนสองตอน ประทุนสองแถว  

ตัวอย่างรถ รย.8

9. รถยนต์บริการธุรกิจ (รย.9) 

รถเก๋งสองตอนไม่ต่ำกว่าสี่ประตู น้ำหนักรถไม่ต่ำกว่า 1,000 กิโลกรัม ขนาดกว้างไม่เกิน 2.50 เมตร และยาวไม่เกิน 6 เมตร ต้องเป็นรถยนต์โดยสารประจำทางเป็นพาหนะที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารระหว่างสนามบิน ท่าเรือ สถานีขนส่ง สถานีรถไฟ หรือขนส่งผู้โดยสารไปยังโรงแรม ที่อยู่อาศัย สำนักงานผู้โดยสาร หรือผู้ให้บริการทางธุรกิจ ซึ่งบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน เช่น เก๋งสองตอน เก๋งสองตอนแวน เก๋งสามตอน 

ตัวอย่างรถ รย.9

10. รถยนต์บริการทัศนาจร (รย.10) 

รถยนต์โดยสาร หรือ รถเช่า ต้องเป็นรถเก๋งสองตอนไม่ต่ำกว่าสี่ประตู น้ำหนักรถไม่ต่ำกว่า 1,000 กิโลกรัม ขนาดกว้างไม่เกิน 2.50 เมตร และยาวไม่เกิน 6 เมตร เป็นประเภทรถจดทะเบียนที่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวใช้ในการขนส่งผู้โดยสารเพื่อการท่องเที่ยวโดยบรรทุกผู้โดยสารได้ไม่เกิน 7 คน 

ตัวอย่างรถ รย.10

11. รถยนต์บริการให้เช่า (รย.11) 

รถยนต์โดยสาร หรือ รถเช่าต้องเป็นรถเก๋งสองตอนไม่ต่ำกว่าสี่ประตู รถยนต์ มีน้ำหนักรถไม่ต่ำกว่า 1,000 กิโลกรัม ขนาดของรถกว้างไม่เกิน 2.50 เมตร และยาวไม่เกิน 6 เมตร สามารถนั่งได้เพียง 7 คน และเป็นรถยนต์ที่จัดไว้ให้เช่า ซึ่งมิใช่เป็นการเช่าเพื่อนำไปรับจ้างบรรทุกคนโดยสารหรือสิ่งของ 

ตัวอย่างรถ รย.11

12. รถจักรยานยนต์ (รย.12) 

รถที่เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ หรือกำลังไฟฟ้าและมีล้อไม่เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพิ่ม อีกไม่เกินหนึ่งล้อ และให้หมายความรวมถึงรถจักรยานที่ติดเครื่องยนต์ด้วยต้องมีขนาดกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร ยาวไม่เกิน 2.50 เมตร 

ถ้ามีพ่วงข้างรถพ่วงของรถจักรยานยนต์ต้องมีขนาดกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร ยาวไม่เกิน 1.75 เมตร และเมื่อนำมาพ่วงกับรถจักรยานยนต์แล้วต้องมีขนาดกว้างวัดจาก ล้อหลังของรถจักรยานยนต์ถึงล้อของรถพ่วงของรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.50 เมตร 

ตัวอย่างรถ รย.12

13. รถแทรกเตอร์ (รย.13) 

รถที่มีล้อหรือสายพาน และมีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนในตัวเอง เป็นเครื่องจักรกลขั้นพื้นฐานในงานที่เกี่ยวกับการขุด ตัก ดัน หรือฉุดลาก เป็นต้น หรือรถยนต์สำหรับลากจูงซึ่งไม่ได้ใช้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกต้องมีขนาดกว้าง ไม่เกิน 4.40 เมตร ยาวไม่เกิน 16.20 เมตร  

ตัวอย่างรถ รย.13

14. รถบดถนน (รย.14) 

รถที่ใช้ในการบดอัดวัสดุบนพื้นให้แน่น และมีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนในตัวเอง หรือใช้รถอื่นลากจูง ต้องมีขนาดกว้างไม่เกิน 3.50 เมตร ยาวไม่เกิน 8 เมตร 

ตัวอย่างรถ รย.14

15. รถใช้งานเกษตรกรรม (รย.15) 

รถที่ผลิต หรือ ประกอบขึ้นเพื่อใช้งานเกษตรกรรม โดยใช้เครื่องยนต์ซึ่งมิได้ใช้สำหรับรถยนต์ น้ำหนักรถไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม มีขนาดกว้างไม่เกิน 2 เมตร ยาวไม่เกิน 6 เมตร เครื่องยนต์ต้องมีความจุในกระบอกสูบรวมกันไม่เกิน 1,200 ลูกบาศก์เซนติเมตร 

ตัวอย่างรถ รย.15

16. รถพ่วง (รย.16) 

รถที่เคลื่อนที่ไปโดยใช้รถอื่นลากจูง ต้องมีขนาดกว้างไม่เกิน 2.50 เมตร ยาวไม่เกิน 12 เมตร 

ตัวอย่างรถ รย.16

17. รถจักรยานยนต์สาธารณะ (รย.17) 

รถจักรยานยนต์ที่ใช้รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร ต้องมีความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร ความยาวไม่เกิน 2.50 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร เครื่องยนต์ต้องมีความจุในกระบอกสูบรวมกันไม่เกิน 125 ลูกบาศก์เซนติเมตร ไม่หมายรวมถึงรถจักรยานยนต์ที่มีพ่วงข้างและจักรยานที่ติดเครื่องยนต์ 

ตัวอย่างรถ รย.17

18. รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (รย.18)

เป็นประเภทการจดทะเบียนรถสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลที่นำมาให้บริการรับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มที่ถูกกฎหมาย เช่น GRAB โดยผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่แบบสาธารณะด้วย ไม่สามารถใช้ใบขับขี่ส่วนบุคคลได้ เริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569

สรุป ทำความรู้จักรหัส รย. รถทั้ง 18 ประเภท

สำหรับการระบุ ‘รย.’ ของรถนั้น นอกจากใช้เพื่อการระบุข้อมูลในการต่อทะเบียนแล้ว ยังส่งผลต่อการต่อพ.ร.บ. ต่อภาษีประจำปี และการทำประกันรถครับ เพราะเป็นการระบุลักษณะและการใช้งานของรถ จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต้องแจ้งเมื่อทำรายการเกี่ยวกับรถยนต์ ว่ามีการใช้งานถูกต้องตามประเภทที่ได้จดแจ้งไว้กับกับทางกรมขนส่งทางบกหรือไม่ ในรถบางประเภทกรณีที่มีการใช้งานเปลี่ยนไป เจ้าของรถก็สามารถแจ้งกับสำนักงานขนส่งใกล้บ้านเพื่อเปลี่ยนรหัสรย.นี้ได้ โดยใช้เอกสารเล่มเดิม และนำรถคันดังกล่าวเพื่อการตรวจสภาพไปด้วยครับ เพราะการใช้งานรถผิดประเภท นอกจากผิดกฎหมายแล้วยังส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้งานด้วยนะครับ

สำหรับการระบุ ‘รย.’ ของรถนั้น นอกจากใช้เพื่อการระบุข้อมูลในการต่อทะเบียนแล้ว ยังส่งผลต่อการต่อพ.ร.บ. ต่อภาษีประจำปี และการทำประกันรถครับ จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต้องแจ้งเมื่อทำรายการเกี่ยวกับรถยนต์ ในรถบางประเภทกรณีที่มีการใช้งานเปลี่ยนไป เจ้าของรถก็สามารถแจ้งกับสำนักงานขนส่งใกล้บ้านเพื่อเปลี่ยนรหัสรย.นี้ได้ โดยใช้เอกสารเล่มเดิม และนำรถคันดังกล่าวเพื่อการตรวจสภาพไปด้วยครับ 


FAQ ถามตอบคลายสงสัย เรื่อง รย. รถ

รย.1 กับ รย.2 ต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างหลักของรหัส รย.1 และ รย.2 อยู่ที่ “จำนวนที่นั่งผู้โดยสารตามการจดทะเบียน” ซึ่งแบ่งแยกตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก ดังนี้:

1. รย.1 : รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน นี่คือประเภทรถยนต์ที่พบเห็นได้มากที่สุดบนท้องถนน เน้นการใช้งานส่วนตัวหรือครอบครัวขนาดเล็กถึงขนาดกลาง จุดสังเกตป้ายทะเบียนจะเป็นป้ายทะเบียนพื้นสีขาว ตัวอักษรและตัวเลข “สีดำ”

2. รย.2 : รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน รถประเภทนี้ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารจำนวนมาก (หรือที่เราคุ้นกันว่า รถตู้ นั่นเอง แต่เป็นการใช้งานส่วนบุคคลนะ คนละอย่างกับที่โดยสารรับส่ง) รถประเภทนี้จะเน้นการใช้งานสำหรับครอบครัวใหญ่หรือรถตู้โดยสารส่วนบุคคล จุดสังเกตป้ายทะเบียนจะเป็นป้ายทะเบียนพื้นสีขาว ตัวอักษรและตัวเลข “สีฟ้า”

เลข รย. ดูที่ไหน? จะรู้ได้อย่างไรว่ารถของเราเป็น รย.อะไร?

จุดเช็กง่ายๆ ว่ารถของเราคือ รย. อะไร ดูจากเอกสาร 2 อย่างหลัก ๆ ครับ

  • สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มทะเบียน) ให้ดูตรงประเภทรถ รหัส รย. ระบุอยู่ในวงเล็บท้ายข้อความอย่างชัดเจน เช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รย.1)
  • ป้ายภาษีรถยนต์ สังเกตบนแผ่นป้ายภาษีที่ต้องติดหน้ารถทุกปี บริเวณรายละเอียดตรงกลางหรือด้านล่างของป้าย จะมีตัวอักษรพิมพ์ระบุประเภทของรถไว้อย่างชัดเจน

การรู้รหัส รย. ของรถเรา มีผลต่อการทำประกันรถหรือไม่?

มีผลครับ เพราะการทราบรหัส รย. ที่ถูกต้องมีความสำคัญอย่างมากเวลาที่เราต้องการเปรียบเทียบเบี้ยประกันหรือแจ้งทำประกันภัย เนื่องจากรถแต่ละประเภทมีความเสี่ยงและการใช้งานที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น การนำรถกระบะแค็บ (รย.3) ไปติดหลังคาและดัดแปลงเป็นรถโดยสาร หรือบรรทุก มีการใช้งานเชิงพาณิชย์ หรือการนำรถเก๋งส่วนบุคคล (รย.1) ไปวิ่งรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน หากเกิดอุบัติเหตุแล้วประเภทรถไม่ตรงกับการใช้งานจริงตามที่จดทะเบียนไว้ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาในการเคลมประกันได้ครับ (ใช้งานผิดประเภท) เพราะการดัดแปลงต่าง ๆ ต้องได้รับการรับรองเรื่องความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ

ดังนั้น การเช็กเลข รย. ให้ชัวร์ และแจ้งข้อมูลการใช้งานรถตามความเป็นจริง จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ประเมินเบี้ยประกันภัย เปรียบเทียบแผนที่เหมาะสมเพื่อให้เราได้รับความคุ้มครองที่สมบูรณ์ที่สุด

สำหรับใครที่สนใจทำประกันรถยนต์ รถจักรยานยนต์ สามารถติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องความคุ้มครองหรือเงื่อนไขการทำประกันภัย ได้ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยรถยนต์ของ TT Insurance Broker ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ช่องทางการติดต่อ Facebook page: TT Insurance Broker, Line official @TTIB หรือ หมายเลขโทรศัพท์ 02-248-4848 วันจันทร์-ศุกร์ในเวลาทำการ 08.30-17.00 น.

ที่มาข้อมูล :

กรมการขนส่งทางบก

ประกันภัยที่เกี่ยวข้อง

แชร์โพสต์นี้

Popular Tags