ประกันมะเร็งในปัจจุบัน มีให้คุณเลือกหลัก ๆ 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ แบบเจอจ่ายจบ กับ แบบมีค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเงื่อนไขการจ่ายเงินประกัน (ผลประโยชน์) และความคุ้มครองก็จะแตกต่างกันไป สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าประกันแบบไหนดีกว่ากัน “นินนิน” จะมาเปรียบเทียบให้ทุกคนเอง ประเภทไหนมีจุดเด่นอะไร เหมาะกับใครบ้าง มาตามอ่านไปพร้อม ๆ กันเลยครับ

เปรียบเทียบชัด! ประกันมะเร็ง เจอ จ่าย จบกับมีค่ารักษาพยาบาล ต่างกันอย่างไร
เจาะลึกเทียบแผนก่อนตัดสินใจ ดูชัด ๆ ว่าประกันมะเร็งทั้ง 2 ประเภท มีจุดเด่นตรงไหน และแตกต่างกันอย่างไรบ้างครับ
จุดเด่นของประกันมะเร็ง เจอ จ่าย จบ
เป็นประกันมะเร็งที่จ่ายเงินก้อนทันที เมื่อตรวจเจอมะเร็งทุกชนิด ทุกระยะ (*เงื่อนไขผลประโยชน์ที่จ่ายขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์ เช่น บางแผนจ่าย 25% ของทุนประกันสำหรับโรคมะเร็งระยะแรก และยกเว้นโรคมะเร็งผิวหนังที่มีกำหนดเงื่อนไขการจ่ายที่ไม่เต็มทุนแต่แรก ผู้ซื้อควรศึกษาเงื่อนไขก่อนทำประกันภัยทุกครั้ง) และประกันก็จะปิดกรมธรรม์ทันที ซึ่งผู้เอาประกันภัยสามารถนำเงินก้อนนั้นไปใช้จ่ายเพื่อวางแผนการรักษาได้ตามต้องการ ได้แก่ ค่าทำเคมีบำบัด ค่าฉายแสง ค่าเดินทาง หรือนำเป็นเงินชดเชยรายได้ที่หายไป ฯลฯ
- ความคุ้มครอง: โรคมะเร็งทุกชนิด ไม่ว่าจะอยู่ในระยะเริ่มต้นหรือระยะลุกลามก็ตาม (สัดส่วนของผลประโยชน์ขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือกซื้อ)
- ทุนประกัน: จำนวนเงินก้อนจะอิงตามทุนประกัน โดยส่วนใหญ่แล้วทุนประกันต่อกรมธรรม์จะสูงสุดที่ 1 ล้านบาท
- เหมาะกับใคร: ผู้ที่ต้องการต้องการนำเงินก้อนไปบริหารค่าใช้จ่ายและวางแผนการรักษาด้วยตัวเอง เช่น ไม่ต้องการใช้ยา เคมี หรือการผ่าตัด แต่ต้องการการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care) แทน
จุดเด่นของประกันมะเร็งแบบมีค่ารักษาพยาบาล
เป็นประกันมะเร็งที่ให้ความคุ้มครองต่อเนื่องไปถึงค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษา หลังได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง โดยบางแผนอาจจะมีเงินก้อนให้ตอนแรก (แต่เป็นจำนวนไม่เยอะเมื่อเทียบกับแผนเจอจ่ายจบ) ทั้งในรูปแบบผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) ทั้งนี้ จะมีวงเงินค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้ตามทุนประกันภัยที่เลือกซื้อ
- ความคุ้มครอง: โรคมะเร็งทุกชนิด และทุกระยะ (สัดส่วนของผลประโยชน์ขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือกซื้อ)
- ทุนประกัน: จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามจริง อาทิ ค่าตรวจวินิฉัยซ้ำ เคมีบำบัด รังสีรักษา เคมีบำบัด ค่ายา ไปจนถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
- เหมาะกับใคร: ผู้ที่ต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล ต่อเนื่องในระยะยาว

จุดร่วมของประกันมะเร็งทั้ง 2 แบบ มีอะไรบ้าง
นอกจากความแตกต่างเรื่องผลประโยชน์เงินก้อน และค่ารักษาพยาบาลที่นินนินได้อธิบายไปข้างต้นแล้ว ทั้งประกันมะเร็งแบบเจอจ่ายจบ กับ แบบมีค่ารักษาพยาบาล ยังมีสิ่งที่เหมือนกันดังต่อไปนี้
ข้อยกเว้นของประกันมะเร็ง
ไม่คุ้มครองการปรากฏหรือการทราบอาการของโรคมะเร็ง ภายในระยะเวลาที่ไม่คุ้มครอง (Waiting Period) 90 วัน โดยนับจากวันที่กรมธรรม์ประกันภัยนี้เริ่มมีผลบังคับเป็นครั้งแรก (ตรวจพบโรคมะเร็งภายในระยะเวลา 90 วันหลังซื้อประกันภัย)
ไม่บังคับการตรวจสุขภาพ
โดยส่วนใหญ่แล้ว ประกันโรคมะเร็งจะไม่บังคับตรวจสุขภาพก่อนทำประกันภัย แต่จะมีคำถามสุขภาพซึ่งถือหลักบริสุทธิ์ใจในการตอบคำถาม อาทิ ถามถึงภาวะเนื้องอก ก้อนเนื้อ ติ่งเนื้อ โรคเรื้อรังบางชนิด ฯลฯ ซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นไม่รับประกันภัย
สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
สามารถลดหย่อนภาษีในกลุ่มประกัน เงินออม และการลงทุน ได้สูงสุด 25,000 บาท แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิต และประกันสุขภาพอื่น ๆ

วิธีเลือกประกันมะเร็งให้ “ตอบโจทย์” “ตรงใจ” และ “คุ้มค่า”
การเลือกทำประกันมะเร็งไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นการวางแผนสุขภาพที่สำคัญ ช่วยบริหารความเสี่ยงเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษา ได้เป็นอย่างดีครับ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าโรคนี้เป็นโรคที่กินระยะเวลาการรักษานาน ซับซ้อน ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง นอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาลแล้ว อาจมีเรื่องการขาดรายได้เนื่องจากต้องหยุดงานอีกด้วย นินนินจะมาแชร์เพิ่มเติมว่ามีวิธีเลือกประกันมะเร็งอย่างไรให้เหมาะกับความต้องการของผู้เอาประกันภัยที่สุด
พิจารณาความคุ้มครอง
แผนประกันมะเร็งที่เหมาะสม ควรคุ้มครองมะเร็งทุกชนิด (บางชนิดอาจจะจ่ายไม่เต็มทุน แต่ก็ควรต้องมีความคุ้มครองอยู่) รวมถึงต้องคุ้มครองทั้งระยะเริ่มต้นและระยะลุกลาม เพื่อให้เข้ารับการรักษาได้ทันเวลาที่ได้รับการวินิจฉัย
พิจารณาวงเงินครอบคลุมแผนการรักษา
ควรเลือกแผนประกันที่มีวงเงินทุนประกันครอบคลุมค่าใช้จ่าย และค่ารักษาพยาบาลให้ได้มากที่สุด เพราะค่ารักษาโรคมะเร็งมีราคาที่สูงมาก ๆ และต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ แต่ละคนมีวิธีการจัดการที่แตกต่างกันไป บางคนต้องการเงินก้อนเพื่อวางแผนเอง บางคนต้องการค่ารักษาพยาบาลมากกว่าเงินก้อน ให้เลือกตามความเหมาะสม หรือหากเป็นไปได้ ควรซื้อมากกว่า 1 แผนเพื่อครอบคลุมทุกแบบ
พิจารณาเบี้ยประกันที่สามารถชำระไหวในระยะยาว
ประกันมะเร็งอยู่ในหมวดประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นเบี้ยปีต่อปี ควรเลือกแผนที่สามารถชำระเบี้ยได้ในระยะยาว เพราะโดยมากโรคมะเร็งมักตรวจพบที่ช่วงอายุ 40+ ขึ้นไป (ปัจจุบันสถิติอายุที่ตรวจพบอาจน้อยลง) จึงควรต่ออายุทุกปี เพื่อรักษาผลประโยชน์และได้อัตราเบี้ยที่คุ้มค่า ไม่แปรไปตามอายุ
ระยะเวลาเอาประกันภัย
ควรเลือกแผนประกันที่ให้ความคุ้มครองมากกว่า 60 ปี (หลังเกษียณ) และสามารถต่ออายุได้นานที่สุด เนื่องจากโรคมะเร็งมีระยะเวลาการฟักตัวยาวนานกว่าจะตรวจวินิจฉัยพบ หรือแสดงอาการ
พิจารณาจากเงื่อนไข ความคุ้มครองพิเศษเพิ่มเติม
สำหรับแผนประกันภัยที่คุ้มครองเพิ่มเติม เช่น พิจารณารับประกันภัย สำหรับผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคมะเร็ง ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือมีภาวะดัชนีมวลกายน้ำหนักเกิน ก็จะยิ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงิน มากขึ้นด้วยครับ
รวมไปถึงแผนประกันมะเร็งที่เป็นแบบอัตราเบี้ยคงที่ เริ่มเท่าไร จ่ายเท่านั้นตลอดอายุสัญญา ก็เป็นเงื่อนไขพิเศษที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เอาประกันภัยมาก เพราะอย่างที่รู้กันว่าความเสี่ยงโรคมะเร็งมักมาพร้อมอายุที่มากขึ้น การที่แผนประกันไม่ปรับเบี้ยตามอายุเป็นข้อดีที่ทำให้เราสามารถ fix cost ค่าใช้จ่ายเพื่อวางแผนดูแลสุขภาพในแต่ละปีได้ชัดเจน
สรุป
โรคมะเร็งเป็นโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 1 มาอย่างยาวนาน และเป็นโรคที่แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงให้พิจารณา เช่น พบมะเร็งปอด อาจมีสาเหตุจากควันบุหรี่ แต่ที่จริงเราไม่อาจคาดเดาสาเหตุที่แท้จริงได้อย่างแน่ชัด เพราะก็มีพบผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ไม่ได้มีประวัติสูบหรือสูดดมควันบุหรี่ การวางแผนทำประกันมะเร็งตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป แต่เป็นการวางแผนให้กับสุขภาพทางการเงินของเรา นอกเหนือไปจากการลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่นับเป็นการเสริมเกราะคุ้มกันให้ร่างกาย ลดภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต ซึ่งหากสะดวกก็สามารถทำประกันได้ทั้ง 2 ประเภท ทั้งประกันมะเร็ง เจอ จ่าย จบ และมีค่ารักษาพยาบาล เพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่ครอบคลุม อุ่นใจใจทั้งผู้เอาประกันภัยและคนในครอบครัวครับ

รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องความคุ้มครอง หรือเงื่อนไขการทำประกันมะเร็ง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยของ TT Insurance Broker ได้ที่ช่องทางการติดต่อ
- Facebook page: TT Insurance Broker
- Line official: @TTIB
- หมายเลขโทรศัพท์: 02-248-4848 วันจันทร์-ศุกร์ (เวลาทำการ 08.30 – 17.00 น.)