ปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV (Electric Vehicle) กำลังเป็นที่สนใจในบ้านเรา เพราะไม่เพียงค่ายรถยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ที่เข้ามารุกเปิดตัว ทำการตลาดกันอย่างคึกคัก รวมทั้งข่าวใหญ่อย่างรถยี่ห้อดังที่ปรับลดราคาอย่างถล่มทลาย ทำให้หลายคนเริ่มอยากลองหาซื้อมาใช้งาน แต่ก็ยังลังเลสำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เพราะว่ารถ EV เองมีความแตกต่างจากรถยนต์เติมน้ำมันทั่วไป นอกจากราคา ก็ยังมีการใช้งาน การดูแล การเติมเชื้อเพลิง การประกันภัย และอื่น ๆ จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และเปิดใจรับรถไฟฟ้ามาพิจารณาขับขี่
สาระน่ารู้วันนี้ ‘นินนิน’ จึงขอนำเสนอเกี่ยวกับ 10 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มีแค่เรื่องค่าแบตเตอรี่ ส่วนจะมีอะไรบ้าง ไปติดตามกันเลยครับ

1. ราคา และความคุ้มค่าของรถยนต์ไฟฟ้า ราคาของรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีหลายช่วงราคา เช่นเดียวกันกับรถยนต์น้ำมัน ขึ้นอยู่กับแบรนด์ หรือรุ่น โดยราคา ณ ปัจจุบัน มีเห็นเห็นระหว่างหลักแสนบาท ไปจนถึงหลักหลายล้านบาท ตัวท็อป ๆ ที่มีฟังก์ชั่นเยอะหน่อย และมีขนาดแบตเตอรี่ลูกใหญ่ ก็จะมีราคาที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่สนใจได้ประเมินให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยความคุ้มค่าของรถยนต์ไฟฟ้าที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือเรื่องความประหยัดต่อค่าเชื้อเพลิงที่โดยเฉลี่ยแล้วเมื่อเข้าปี 3 ก็จะเลยจุดคุ้มทุนในการเติมน้ำมัน เพราะว่าต้นทุนต่อการเดินทางไม่ถึง 1 บาทต่อระยะทาง 1 กิโลเมตรครับ นอกจากนั้นรถยนต์ไฟฟ้าก็เป็นทางเลือกพลังงานสะอาดที่คุ้มค่าต่อมนุษยชาติในระยะยาว ช่วยลดมลภาวะจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง และเป็นการประหยัดพลังงาน
2. การเช็คระยะ บำรุงรักษาตามระยะทางของรถยนต์ไฟฟ้า หัวใจของรถไฟฟ้าคือการดูแลมอเตอร์ขับเคลื่อนและแบตเตอรี่ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเสมอ แต่อย่างไรก็ตาม ชิ้นส่วนหลัก ๆ ที่ศูนย์รถยนต์ไฟฟ้ากำหนดให้มีการเช็คทุก ๆ ครั้งที่เข้าศูนย์คือ ระบบขับเคลื่อน ระบบเบรก ระบบระบายความร้อน และระบบกรองอากาศครับ โดยจะมีการตรวจเช็ครอบเล็กและการตรวจเช็คระยะรอบใหญ่ที่ขึ้นอยู่กับการกำหนดของแต่ละแบรนด์ว่าอยู่ที่ระยะเท่าไหร่ถึงจะต้องนำลูกรักเข้ามาเช็คสักครั้ง เช่น ORA Good Cat กำหนดเช็คระยะรอบใหญ่ทุก ๆ 60,000 กิโลเมตร ซึ่งทางค่ายรถจะบอกไว้ชัดเจนว่าค่าเช็คระยะ มีรายการใดบ้าง และราคาต่อหน่วยเท่าไหร่ หรือว่ามีค่าแรงเท่าไหร่
3. ระยะทางที่ขับได้ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง เป็นเรื่องที่อาจจะต้องพิจารณาก่อนซื้อจริง ๆ ครั้ง เพราะว่าระยะทางที่สามารถเดินทางได้ต่อการชาร์จ 1 ครั้งนั้นจะเป็นตัวตัวกำหนดว่าคุณสามารถขับรถได้ไกลแค่ไหน รวมถึงการประเมินสภาพของเส้นทางก็มีผลต่อการคำนวณระยะทาง ระยะทางเท่ากันแต่อาจใช้พลังงานต่างกัน (อันนี้ในรถแบบใช้พลังงานน้ำมันก็เป็นแบบเดียวกัน) เช่น เส้นทางชัน คดเคี้ยวหรือขรุขระ ก็จะกินพลังงานมากกว่าทางตรง จุดนี้ก็ต้องคำนึง เพื่อที่รถจะได้ไม่ไปดับกลางทาง หรือเพียงพอก่อนที่จะต้องชาร์จแบตเตอรี่ใหม่ ซึ่งรถ EV บางรุ่นมีระยะทางที่ค่อนข้างสั้นต่อ 1 ชาร์จ และในปัจจุบันสถานีชาร์จอาจจะยังไม่เยอะมากนัก หากขับออกจากบ้านก็ต้องประเมินให้ดีว่าเส้นทางที่ไปนั้นมีแบตเตอรี่เพียงพอหรือไม่ และการชาร์จแบต 1 ครั้งก็กินระยะเวลาอยู่พอสมควร หากเป็นการชาร์จเร็วอย่างต่ำก็ใช้เวลา 30-40 นาทีครับ ต่างจากรถยนต์เติมน้ำมันที่มีปั๊มให้เติมได้ตลอดเส้นทาง และไม่ได้ใช้เวลานานในการเติมเชื้อเพลิงเพื่อไปต่อครับ
4. อายุการใช้งานของแบตเตอรี่มีเสื่อมไหม แบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของรถยนต์ EV และอายุการใช้งานของแบตเตอรี่อาจส่งผลต่อต้นทุนโดยรวมของรถ 1 คัน แบตเตอรี่ของรถ EV ส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานหลายปี แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไปได้ครับ และในชิ้นส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ถือเป็นชิ้นส่วนที่แพงที่สุดชิ้นหนึ่ง เมื่อมีการเปลี่ยนแบตครั้งนึงก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายก่อนโตมาให้คุณต้องรับมือครับ โดยแบตจะแตกต่างกันไปตามยี่ห้อและประสิทธิภาพในการชาร์จ
5. แบตเตอรี่รถ EV ระเบิดได้ (ไหมนะ) แต่อุตสาหกรรมรถยนต์ก็ทราบดีว่า แบตเตอรี่ Li-ion สามารถระเบิดหรือเกิดความเสียหายได้จึงมีการออกแบบให้เกิดความปลอดภัย ทั้งเรื่องของการกระแทก หรือการลุกติดไฟ ด้วยการสร้างฉนวนคลุมตัวแบตเตอรี่ไว้ ตำแหน่งที่มีความนิยมในการติดตั้งแบตมักอยู่ใต้ท้องรถ โครงสร้างจึงถูกออกแบบให้มีความแข็งแรงเป็นพิเศษครับ
6. อู่ซ่อม และช่างผู้ชำนาญยังน้อยนิด เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีส่วนประกอบและการทำงานของรถต่างจากรถยต์ทั่วไป ณ ปัจจุบัน ศูนย์ซ่อมหรือช่างผู้ชำนาญเกี่ยวกับการซ่อมรถในบ้านเราอาจจะยังไม่มากนัก หากเกิดเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ เป็นไปได้สูงที่คุณอาจจะต้องรอรับการช่วยเหลือจากศูนย์ของรถโดยเฉพาะ ไม่สามารถเรียกอู่ใกล้ ๆ มาดูแลให้ได้อย่างทันท่วงทีครับ เป็นอีกเรื่งที่น่ากังวลทีเดียว อย่างเคสที่เราเกริ่นกันไปว่ามีชิ้นส่วนครอบแบตเสียหาย ถึงกับขั้นมีการตีให้ขายซากรถกันเลยทีเดียวแบบนี้ก็ไม่ไหว

7. การติดตั้งแท่นชาร์จที่บ้านต้องเตรียมอะไร รถยนต์ไฟฟ้าสามารถติดแท่นชาร์จที่บ้านได้ครับ แต่ต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์รองรับการชาร์จ เช่น เป็นแท่นชาร์จแบบพิเศษหรือปลั๊กที่มีเฉพาะสำหรับรถยนต์ EV และอาจจะต้องมีการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟบ้านเป็นขนาด 30 แอมป์ขึ้นไป หรือหากเป็นมิเตอร์ 3 เฟส ควรเลือกขนาด 15/45 เพื่อรองรับการชาร์จและการใช้ไฟที่มากขึ้นอีกด้วย แต่หากชาร์จนอกบ้านก็มีค่าบริการอยู่ที่ 50-100 บาทต่อการชาร์จ 1-3 ชั่วโมง
8. กำลังรถ EV ดีไม่แพ้ใคร แถมนุ่มนวล ข้อนี้หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่ากำลังของรถยนต์ไฟฟ้าจะเทียบเท่ากับรถยนต์ทั่วไปไหม ต้องบอกว่ารถยนต์ EV มีอัตราเร่งแบบ Single Speed ทำให้สามารถขับเคลื่อนได้ดีกว่าแบบใช้เครื่องยนต์และรถมีส่วนประกอบที่น้อยกว่ารถยนต์เติมน้ำมันทำให้ไม่มีการสูญเสียพลังงานไป อย่างไรก็ตามแต่ละรุ่นก็จะมีประสิทธิภาพที่ต่างกันออกไป จึงต้องมีการเทียบประสิทธิภาพของกำลังรถ
9.EV ลุยน้ำได้ในประเทศที่น้ำรอระบายเก่ง เป็นอีกเรื่องที่หลายคนกังวล เอ๊ะ! บ้านเราน้ำท่วมบ่อย รถยนต์ไฟฟ้าจะช็อตไหม จะลุยน้ำได้หรือเปล่า? คำตอบก็คือ ขับได้ดีกว่ารถยนต์ที่มีเครื่องยนต์อีกนะครับ เพราะว่า EV ไม่มีระบบเกียร์ เครื่องยนต์ หรือน้ำมัน-ของเหลวที่เสี่ยงต่อเครื่องดับหรือมีการพัดดึงน้ำเข้ามาในรถ แบตเตอรี่ที่อยู่ใต้ท้องรถก็มีการครอบคลุมไว้อย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม อย่างที่รู้กันว่าน้ำกับไฟฟ้าเป็นของไม่ถูกกัน แม้จะมีการป้องกันแบตเตอรี่อย่างดี แต่เลี่ยงได้ก็ดีที่สุด หลีกเลี่ยงไม่ขับแช่น้ำท่วมขังเป็นระยะทางนาน ๆ หรือขับลุยน้ำสูง (อันนี้เป็นหลักปฏิบัติเดียวกับรถยนต์ทั่วไปเช่นกัน) หากเลี่ยงไม่ได้ อย่าลืมสังเกตอาการของเครื่องยนต์หลังจากนั้น และหากเป็นไปได้ ควรนำเข้าเช็คศูนย์ ฯ เพื่อตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่ารถอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมใช้งานครั้งต่อไปอย่างปลอดภัย
10. วันนี้อาจจะแพง แต่วันหน้าเข้าถึงได้แน่ แม้ว่าราคารถในปัจจุบันอาจจะยังสูงอยู่พอสมควร (ไม่นับยี่ห้อที่เป็นข่าวนะครับ) แต่ที่แน่ ๆ ราคามีแนวโน้มจะจับต้องได้มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงอนุมานได้ว่าในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีถูกพัฒนามากขึ้น ค่ายรถมีการแข่งขันกันเพื่อตีตลาดกันมากขึ้น (กว่านี้) อาจจะมีโปรโมชั่น หรือปรับราคาแข่งกันกันมากขึ้น รวมไปถึงเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น สถานีชาร์จที่ในอนาคต (อันใกล้นี้) ต้องมีผู้ให้บริการเพิ่มมากขึ้นตามความต้องการของตลาดครับ
อย่าลืมศึกษาก่อนเลือกซื้อและพิจารณาทั้งตัวรถ การให้บริการ และสิทธิพิเศษต่าง ๆ และที่สำคัญประกันรถยนต์ไฟฟ้าก็ต้องมีไม่ต่างจากรถทั่วไปนะครับ หากสนใจสอบถามเบี้ยประกันหรือความคุ้มครอง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยรถยนต์ของ TT Insurance Broker ได้ที่ช่องทางการติดต่อ Facebook page: TT Insurance Broker, Line official @TTIB, www.ttib.co.th หรือ หมายเลขโทรศัพท์ 02-248-4848 วันจันทร์-ศุกร์ในเวลาทำการ 08.30-17.00 น.
#รถยนต์ไฟฟ้า #EV #Tesla #NETA #BYD #GWM
#TTIB #ประกันดีต่อใจ #บริการว่องไว #ใส่ใจคุณ