อุทกภัย หรือสภาวะน้ำท่วม หนึ่งในภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายมหาศาลให้กับบ้านเรือน ชีวิต และทรัพย์สิน ซึ่งเมื่อเกิดน้ำท่วมในหลาย ๆ พื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ราบต่ำ ที่ราบลุ่มบริเวณใกล้ต้นน้ำ พื้นที่ที่น้ำท่วมสูง น้ำขังสะสม ส่งผลให้ยานพาหนะจำนวนมากได้รับความเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรถที่ถูกน้ำท่วม อาจจะใช้ระยะเวลาซ่อมนานกว่า เพราะยิ่งจมนานและระดับน้ำสูงเท่าไร เครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าต่าง ๆ ก็เกิดความเสียหายมากขึ้นตามไปด้วย
ใครที่รถโดนน้ำท่วมและไม่รู้จะทำยังไงดี “นินนิน” จะมาแชร์จุดที่คุณตรวจเช็กทันทีหลังรถน้ำท่วม พร้อมวิธีการดูแลรถยนต์ให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้งกันครับ
เจ้าของรถต้องรู้! 7 จุดที่ต้องตรวจสอบทันทีหลังรถถูกน้ำท่วม
หลังจากรถโดนน้ำท่วม มี 7 จุดสำคัญที่เจ้าของรถยนต์ควรรีบตรวจสอบโดยทันที ดังนี้

1. น้ำมันเครื่อง
หากน้ำมันเครื่องมีสีขาวขุ่น แสดงว่ามีน้ำเข้าไปในน้ำมันเครื่อง ห้ามสตาร์ตรถทุกกรณี ควรรีบให้ช่างเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองใหม่ทั้งหมด รวมถึงควรตรวจเช็กน้ำมันเบรก น้ำมันเกียร์ หรือของเหลวอื่น ๆ ในรถยนต์ด้วยว่ามีน้ำรั่วซึมเข้าไปหรือไม่ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดจากการปนเปื้อนทางน้ำ

2. ระบบไฟฟ้า
สามารถเช็กเบื้องต้นได้ด้วยการเปิดฝากระโปรงรถยนต์ โดยตรวจสอบปลั๊กไฟ, ขั้วต่อสายไฟ, ฟิวส์ และกล่องควบคุม (ECU) ว่ามีสนิม คราบโคลน หรือความชื้นอยู่หรือไม่ แต่ไม่ควรถอดขั้วแบตเตอรี่ด้วยตัวเอง เพราะอาจถูกไฟฟ้าดูดได้

3. ไส้กรองอากาศ
หากไส้กรองอากาศรถยนต์เปียกน้ำ หมายความว่ามีน้ำเข้าไปในระบบรถยนต์แล้ว ดังนั้น ห้ามสตาร์ตรถยนต์เด็ดขาด เพราะจะทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้ แนะนำต้องเปลี่ยนไส้กรองอากาศใหม่ทันที

4. ลูกปืนล้อ
ลูกปืนล้อเป็นอุปกรณ์ที่เดาไว้ได้เลยครับว่าเสียหายแน่ ๆ เพราะถ้าแช่น้ำเป็นเวลานาน น้ำจะล้างจาระบีหล่อลื่นที่เคลือบอยู่ออกไป ทำให้ลูกปืนล้อเสื่อมสภาพและสึกหรอเร็วขึ้น โดยอาการที่สามารถสังเกตได้คือ มีเสียงดังหึ่ง ๆ ตอนเร่งความเร็ว หากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้รถเสียการทรงตัวและเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

5. เพลาขับ
หากรถโดนน้ำท่วมและยางหุ้มเพลาเสียหาย น้ำจะเข้าไปชำระล้างจาระบีในเพลาขับ ซึ่งจะทำให้ตัวเพลาขับทำงานผิดปกติและส่งเสียงดังออกมา ควรให้ช่างทาจาระบีใหม่หรือเปลี่ยนใหม่ยกชุด ทั้งตัวเพลาขับและยางหุ้มเพลา

6. เฟืองท้าย
หากขับรถลุยน้ำสูงหรือจมน้ำมา เฟืองท้ายอาจดูดน้ำเข้าไปในทางท่อหายใจได้ ซึ่งจะทำให้น้ำมันเฟืองท้ายเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น (คล้ายกับกรณีน้ำมันเครื่อง) และจะส่งเสียงหอนขณะขับ ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน พร้อมทำความสะอาดเฟืองท้ายทันที และถ้ายางหุ้มฉีกขาดจะต้องเปลี่ยนยางใหม่เช่นกันครับ

7. ระบบเบรก
ควรตรวจเช็กทั้งผ้าเบรก จานเบรก และน้ำมันเบรกว่ามีน้ำเข้าไปหรือเปล่า ถ้าเบรกมีเสียงดัง เบรกเริ่มลื่น ประสิทธิภาพของเบรกลดลง หรือน้ำมันเบรกเป็นสีเข้มแทนที่จะเป็นสีใส ๆ แสดงว่ามีน้ำเข้าไปในระบบเบรก ควรให้ช่างแก้ไข หรือนำความชื้นออกจากระบบเบรกทันที ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดสนิมที่ระบบเบรก และให้ระบบเบรกสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองครับ
วิธีการดูแลรถหลังน้ำท่วมมีอะไรบ้าง
หากน้ำท่วมแค่พื้นรถหรือระดับน้ำที่ท่วมไม่ได้สูงมาก และรถใช้งานได้ตามปกติก็สามารถทำความสะอาดรถได้เลย แต่สำหรับใครที่อาศัยในพื้นที่ที่น้ำท่วมสูง มีวิธีดูแลรักษารถถูกน้ำท่วม ดังนี้
ห้ามสตาร์ตรถยนต์
สิ่งที่ห้ามทำเป็นอันดับแรกหลังรถโดนน้ำท่วมคือ ห้ามสตาร์ตรถโดยเด็ดขาด เพราะน้ำและความชื้นอาจเข้าไปในระบบไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ต่าง ๆ อาจทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร และเกิดความเสียหายร้ายแรงได้ หลังน้ำท่วม แนะนำว่าควรปล่อยรถยนต์ไว้ให้แห้งสนิทก่อน แล้วค่อยตรวจสอบเครื่องยนต์ชิ้นส่วนต่าง ๆ ตามลิสต์ข้างต้นครับ
แจ้งบริษัทประกันภัย
ติดต่อบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่ทำประกันไว้ให้เร็วที่สุด เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบความเสียหาย และเคลมประกันกรณีรถน้ำท่วม อย่าลืมตรวจสอบกรมธรรม์ประกันรถยนต์ของตนเองด้วยว่ามีความคุ้มครองที่ครอบคลุมเรื่องภัยธรรมชาติหรือไม่คุ้มครองอะไรบ้าง
เคลื่อนย้ายรถไปยังอู่/ศูนย์ซ่อม
ในกรณีที่เครื่องยนต์เสียหายหนักและไม่สามารถสตาร์ตรถได้ ควรติดต่อบริการรถลากหรือขนย้ายรถยนต์ ให้เคลื่อนที่รถไปยังอู่หรือศูนย์ซ่อม เพื่อให้ช่างตรวจเช็กและซ่อมแซมเครื่องยนต์ที่เสียหายต่อไปครับ
ทำความสะอาดรถยนต์
เมื่อรถยนต์จมน้ำนาน ๆ จะมีคราบสกปรกและกลิ่นไม่พึงประสงค์ ควรทำความสะอาด ขัด ถูให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้คราบฝังลึกตามจุดต่าง ๆ และป้องกันการเกิดเชื้อรา เช่น เบาะที่นั่ง ระบบปรับอากาศ หรือยางรถยนต์ ถอดออกมาซักล้างและตากให้แห้งสนิท
สรุป
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ใช้รถทุกท่านไว้เป็นข้อมูลนะครับ และขอส่งกำลังใจและเอาใจช่วยทุกคนที่ประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ผ่านมา ใครที่ทำประกันรถยนต์ที่คุ้มครองในกรณีน้ำท่วม ก็อย่าลืมเตรียมเอกสารและหลักฐาน เพื่อยื่นเคลมประกันกับบริษัทหรือตัวแทนประกันภัยกันด้วยนะครับ
สำหรับใครที่กำลังมองหาประกันรถยนต์ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ หรือต้องการดูที่มีความคุ้มครองเรื่องภัยธรรมชาติ ที่ TTIB ก็มีแพ็คเกจประกันภัยรถยนต์ให้คุณเลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรถออกใหม่ป้ายแดง หรือรถมือสอง สามารถติดต่อสอบถาม ปรึกษาฟรีได้ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยรถยนต์ของ TT Insurance Broker ได้ที่ช่องทางการติดต่อ
- Facebook page: TT Insurance Broker
- Line official: @TTIB
- หมายเลขโทรศัพท์: 02-248-4848 วันจันทร์-ศุกร์ (เวลาทำการ 08.30 – 17.00 น.)