อากาศเย็น ๆ ช่วงต้นปีแบบนี้ เชื่อว่าหลายคนอยากขับรถขึ้นเขาไปดูหมอกสวย ๆ หรือชื่นชมป่าไม้สีเขียว ให้รู้สึกสดชื่นและใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งวิธีการเดินทางก็คงหนีไม่พ้นการขับรถยนต์คู่ใจ และเป็นที่ทราบกันดีว่าการขับรถขึ้นเขา-ลงเขานั้น มีเทคนิคการขับที่แตกต่างจากการขับรถบนถนนทั่วไป หากขับผิดวิธีอาจเกิดอุบัติเหตุที่อันตรายได้
และในบทความนี้นินนินก็ได้มัดรวม 6 วิธีขับรถขึ้นเขา-ลงเขาที่มือใหม่ก็เข้าใจง่าย ขับรถเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้ขึ้นเขา ต้องใช้เกียร์อะไร ควรใช้ความเร็วเท่าไร บทความนี้มีคำตอบครับ!
6 วิธีขับรถขึ้นเขา-ลงเขาทั้งเกียร์ออโต้และเกียร์ธรรมดา
มาดูกันว่ารถเกียร์ออโต้และเกียร์ธรรมดา จะต้องใช้เทคนิคการขับขึ้นเขา-ลงเขาแบบไหนให้ปลอดภัย เพราะหลังจากนี้จะขับรถขึ้นดอยหรือเขาที่ไหนก็ไม่ต้องกังวลแล้วครับ
1. ใช้เกียร์ต่ำ
สิ่งสำคัญที่สุดของการขับรถขึ้นเขาและลงเขา คือ การเลือกใช้เกียร์ที่ถูกต้อง โดยการขับรถขึ้นเขาและลงเขาควรใช้เกียร์ต่ำ เพื่อให้รถยนต์มีแรงส่งมากพอกับถนนที่ลาดชัน
- รถเกียร์ออโต้ ให้เลื่อนเกียร์ไปที่เกียร์ต่ำ “L” (Low) หรือเกียร์ “D1” สำหรับจังหวะที่ต้องใช้ความเร็วต่ำมาก และต้องใช้เบรกบ่อย ซึ่งจะเหมาะกับทางขึ้นเขาที่ชันมาก ๆ หากถนนไม่ค่อยลาดชันมากให้ใช้เกียร์ “D1” หรือ “D2” ไล่ไปตามลำดับ (หรือรถยนต์บางยี่ห้อจะเป็นสัญลักษณ์ + และ – ) สำหรับทางลงเขาก็เช่นกันให้ใช้เกียร์ต่ำเหมือนเดิม แต่เน้นแตะเบรกเป็นระยะ ๆ ควบคู่ไปด้วย แต่ต้องไม่เหยียบเบรกค้างเพราะจะทำให้ผ้าเบรกไหม้ ทั้งนี้ ไม่ควรเข้าเกียร์ว่าง N เด็ดขาด เพราะมีโอกาสที่รถจะไหลและควบคุมยาก เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างมาก
- รถเกียร์ธรรมดา เลือกใช้เกียร์ 1 หรือ 2 และค่อย ๆ ทำความเร็วตามความลาดชันของถนน ทางลงเขาก็ค่อย ๆ แตะเบรก โดยไม่เหยียบเบรกค้างเช่นกัน เพื่อควบคุมความเร็วรถไม่ให้เร่งมากเกินไป
2. ห้ามใช้เกียร์ว่างโดยเด็ดขาด
เน้นย้ำอีกครั้งนะครับ ว่าทุกการขับรถขึ้นเขาและลงเขาต้องจำไว้เสมอว่า “ห้ามใช้เกียร์ว่างโดยเด็ดขาด” เพราะจะทำให้รถไหลและไม่สามารถทรงตัวได้ โดยเฉพาะตอนที่ขับรถลงเขา รถจะพุ่งตัวด้วยความเร็วจนอาจตกเหวหรือหน้าผาได้ ควรใช้เกียร์ต่ำตามที่นินนินอธิบายไว้ข้างต้นครับ

3. ห้ามแซงตรงทางโค้ง ทั้งขาขึ้นเขาและลงเขา
ทางโค้งเป็นจุดที่อันตรายและเกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุดของการขึ้นเขา-ลงเขา เพราะเป็นจุดที่ควบคุมความเร็วได้ยาก ถนนคดเคี้ยวไปมา และมีมุมอับสายตา อาจมองไม่เห็นรถยนต์อีกฝั่งที่สวนมาได้ ทางที่ดีคือไม่แซงรถยนต์ขณะอยู่ในทางโค้ง รวมถึงจุดไหนที่มีเส้นทึบก็เป็นสัญญาณบอกว่าไม่ควรขับรถแซงโดยเด็ดขาด
4. ขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม
ความเร็วที่เหมาะสมต่อการขับรถขึ้นเขาและลงเขาคือ 30 – 60 กม./ชม. เพราะหากความเร็วมากกว่า 60 กม./ชม. ขึ้นไป จะทำให้รถเบรกไม่อยู่และสูญเสียการทรงตัวได้

5. เร่งเครื่องสม่ำเสมอ ตอนขับรถขึ้นเขา
การเร่งความเร็วรถควรต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้รถยนต์มีกำลังส่งที่เพียงพอต่อการขึ้นเขา โดยเฉพาะทางลาดชันที่ยาวหลายกิโลเมตร เพราะหากเร่งความเร็วเป็นระยะ ๆ เดี๋ยวเร่งเดี๋ยวหยุดจะทำให้ความเร็วรถไม่คงที่ ทรงตัวลำบาก และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ครับ
6. อย่าเหยียบเบรกตลอดเวลา ขณะขับรถลงเขา
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ ต้องเหยียบเบรกตลอดทางที่ลงเขา แต่จริง ๆ แล้วการเหยียบเบรกตลอดเวลาจะทำให้ผ้าเบรกไหม้ได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ๆ ดังนั้น ขณะที่ขับรถลงเขาให้แตะเบรกเป็นระยะ ๆ แทน ร่วมกับการประคองความเร็ว เพื่อชะลอความเร็วของรถยนต์ให้เหมาะสม

รวม 5 สิ่งที่ควรเช็กให้ดีก่อนขับรถขึ้นเขาและลงเขาเพื่อความปลอดภัย
เพื่อให้การขับรถนั้นปลอดภัยทั้งขาขึ้นและขาลงเขา นินนินเลยได้รวบรวม 5 สิ่งที่คนขับรถควรเช็ก ดังต่อไปนี้ครับ
- ผ้าเบรก เบรกเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยลดความเร็วขณะขึ้นและลงเขา ควรตรวจสอบความหนาของผ้าเบรกก่อนออกเดินทาง และหากเหลือน้อยกว่า 3 มิลลิเมตร ควรเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ทันที
- ยางรถยนต์ ยางรถยนต์เป็นตัวช่วยด้านแรงเสียดทาน และช่วยให้รถยึดเกาะถนนได้ดี ควรเช็กว่าลมยางเพียงพอหรือเปล่า รวมถึงสภาพของดอกยาง หน้ายาง และแก้มยางว่าปกติดีหรือไม่
- ระบบหล่อเย็น เพราะการขับรถขึ้นเขา และลงเขาเป็นการใช้งานรถที่หนักกว่าการขับรถทั่วไป ดังนั้น รถยนต์จึงต้องระบายความร้อนได้อย่างเต็มที่ แนะนำว่าควรเช็กระดับน้ำยาหล่อเย็นให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดจะดีที่สุดครับ
- ไฟหน้าและท้ายรถ ขณะที่ขับรถเที่ยวเขาอาจเจอฝนหรือหมอกหนาได้ ดังนั้น ไฟหน้าและไฟท้ายรถต้องส่องสว่างมากพอ เพื่อให้มองเห็นเส้นถนนชัดเจนและช่วยให้รถยนต์อีกฝั่งมองเห็นรถของคุณด้วย
- สำรวจเส้นทางขับรถ อย่าลืมเช็กแผนที่ก่อนเดินทางทุกครั้ง เพื่อป้องกันการหลงทาง รวมไปถึงการเซฟเบอร์ฉุกเฉินเผื่อเอาไว้ ช่วยให้สามารถวางแผนเส้นทางหลักที่จะขับ รวมถึงเผื่อเส้นทางสำรองเอาไว้ด้วย ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ จะได้มีแผนการเดินทางสำรองที่เหมาะสม
สรุป
การขับรถขึ้นเขาและลงเขาเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับใครหลาย ๆ คน นอกจากเทคนิคที่นินนินนำมาฝากทุกคนในวันนี้แล้ว ความไม่ประมาทก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพกติดตัวไว้ทุกครั้งขณะขับรถ เพราะบนเขามีต้นไม้ปกคลุมที่ทำให้ทัศนวิสัยไม่ชัดเท่ากับท้องถนนปกติ รวมถึงความชันของถนน การมีสติและใช้วิธีการขับรถที่ถูกต้อง จะทำให้คุณเที่ยวเขาได้อย่างมีความสุขแน่นอนครับ
เพราะอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะขึ้นเขาหรือขับรถออกไปทำงาน ใครที่กำลังมองหาประกันรถยนต์ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ ที่ TTIB ก็มีแพ็คเกจประกันภัยรถยนต์ให้คุณเลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรถออกใหม่ป้ายแดง หรือรถมือสอง สามารถติดต่อสอบถาม ปรึกษาฟรีได้ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยรถยนต์ของ TT Insurance Broker ได้ที่ช่องทางการติดต่อ
- Facebook page: TT Insurance Broker
- Line official: @TTIB
- หมายเลขโทรศัพท์: 02-248-4848 วันจันทร์-ศุกร์ (เวลาทำการ 08.30 – 17.00 น.)